วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

คณะแปลกๆ ที่(แทบ)ไม่มีสอนในเมืองไทย

Suicide Prevention (การป้องกันระวังการอัตวินิบาตกรรม)




 
เนื้อหาสอนถึงการแยกแยะชนิดและประเภทของพฤติกรรมการอัตวินิบาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิจัยเพื่อค้นหาพฤติกรรมการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังศึกษาลึกลงไปยังเชื้อชาติและวัฒนธรรมต่างๆ ที่อาจเป็นปัจจัยต่อการฆ่าตัวตาย เพื่อหาทางป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในสังคมใครสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นเกาหลีเค้าถึงมีสถิติการฆ่าตัวตายกันเยอะ(มาก) สาขานี้น่าจะตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน และน้องๆ อาจจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือชีวิตคนที่คิดจะฆ่าตัวตายได้อีกมาก



Motorsport Engineering (วิศวกรรมรถแข่ง)






เนื้อหาเกี่ยวกับการผลิตรถแข่งในทุกๆ โครงสร้างขั้นตอน รวมไปถึงศึกษาวงการธุรกิจรถแข่ง เพื่อพัฒนารถแข่งที่มีประสิทธิภาพ ทนทาน และมีอายุการใช้งานได้ยาวนาน วิชาที่ต้องเรียน เช่น การจัดการทีมรถแข่ง การทดสอบเครื่องยนต์ การออกแบบรถแข่ง กฏหมายการแข่งขัน กลศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของอากาศและก๊าซ ใครหลงใหลในความเร็วและมันส์ของรถแข่ง และอยากจะเปลี่ยนความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ล่ะก็ น่าจะมาลองเรียนด้านนี้มากๆ



Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)






เนื้อหาสอนเกี่ยวกับการพัฒนาและความเข้าใจต่อกระบวนการของความ ฉลาดที่เกิดขึ้นหรือกระบวนการเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ เป็นสาขาหนึ่งใน ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาตร์ใน ด้านอื่นๆ อย่างจิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งสาขาปัญญาประดิษฐ์ เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การ ปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมอง ใครอยากรู้ว่าสมอง มนุษย์ทำงานยังไง ทำไมคนนึงถึงฉลาดกว่าอีกคน ทำไมคนนั้นถึงเป็น อัจฉริยะ สาขานี้มีคำตอบชัวร์ (แอบได้ยินมาว่าที่ไทยก็เริ่มมีสอนแล้ว)



Women's Studies (สตรีเพศศึกษา)




 

ในต่างประเทศ สาขานี้เป็นสาขาที่บูมมากๆ อาจเพราะว่ามีการลุกฮือของกลุ่มสตรีต่างๆ เพื่อเรียกร้องสิทธินั่นนี่มากมาย ซึ่งเมืองไทยบ้านเรายังไม่ค่อยมีอะไรอย่างนั้น จึงทำให้สาขาวิชาสตรีเพศศึกษายังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเราเท่าไร (จริงๆ ก็มีตามคณะรัฐศาสตร์ แต่ก็จะเรียนเป็นวิชาแค่ตัวเดียวเท่านั้น ไม่ได้เจาะลงลึกเท่าไร) ซึ่งเนื้อหาก็จะเกี่ยวกับการเมือง สังคม ประวัติศาสตร์ ทัศนคติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงหรือสตรีเพศ เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญิงในด้านศักยภาพและความต้องการที่แตกต่างกัน ใครมีความคิดอยากให้สิทธิและบทบาทของหญิงไทยเท่าเทียมผู้ชายล่ะก็ ห้ามพลาดเรียนด้านนี้เด็ดขาด


Occupational Therapy (อาชีวะบำบัด)





อาชีวบำบัดเป็นสาขาหนึ่งที่เกี่ยวข้องในงานฟื้นฟูสมรรถภาพ มองเผินๆ อาจจะเหมือนกายภาพบำบัด แต่เปล่าเลยค่ะ กายภาพบำบัดจะช่วยบำบัด ให้ผู้ป่วยกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อาชีวบำบัด จะเน้นที่การสอนหรือฝึกหัดการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ผู้ ป่วยเหล่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาท ปัญญาอ่อน พิการ หรือติดยาเสพติด นำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ทำกิจกรรมที่นำ ไปสู่การประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้คนที่เรียนอาชีวบำบัด ก็ต้องสามารถดูแลและควบคุมพฤติกรรมผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ได้ด้วย ใครที่อยากช่วยเหลือคนที่(เหมือนจะ)ด้อยโอกาสทางสังคม ให้เค้า สามารถดูแลตัวเองและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ ควรเรียนสาขานี้ อย่างมาก

Theology (เทววิทยา)






การศึกษาเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าและความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และกับโลก วิชาที่ต้องเรียนได้แก่ ภาษาบาลี ปรัชญา คัมภีร์ไบเบิ้ลฮิบรู ภาษาอะราบิคแบบคลาสสิค เป็นต้น สถาบันดังๆ ระดับโลกล้วนแต่มีสอนวิชานี้ทั้งนั้น เช่น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มีสอนสาขาเทววิทยาที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ รวมถึงมีทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาต่างชาติที่สนใจอยากศึกษาด้านนี้เยอะแยะมากมายเลยล่ะ ใครสนใจด้านพระเจ้าและอยากจะศึกษาให้ลึกลงไป สาขานี้นับว่าน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ เพราะในเมืองไทยส่วนมากจะเป็นพวกศาสนศึกษาซึ่งจะเน้นที่เรื่องของศาสนา ต่างกับเทววิทยาตรงที่เทววิทยาจะเน้นที่ตัวมนุษย์กับพระเจ้ามากกว่า


Meteorology (อุตุนิยมวิทยา)




 

หรือศึกษาเกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ การเปลี่ยนแปลงของอากาศ มลพิษที่มีในชั้นบรรยากาศ สังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งใครอยากเรียนด้านนี้ต้องถนัดเลขกับฟิสิกส์ด้วยนะคะ เพราะต้องใช้ในการเรียนมากทีเดียว ดังนั้นใครที่อยากเป็นนักพยากรณ์อากาศ นักอุตุนิยมวิทยา ที่จะได้ช่วยเหลือคนจำนวนมากให้รู้ถึงสภาพอากาศล่วงหน้า และสามารถเตรียมรับมือกับอากาศ (ที่อาจจะร้ายแรงได้ทุกเมื่อ) ได้ทันควัน รีบมาเรียนด้านนี้กันด่วนเลยค่ะ เพราะได้ใช้ประโยชน์จริงแน่ๆ และที่สำคัญที่สุด ขอบอกว่าอาชีพนักอุตุนิยมวิทยาเนี่ยไม่ได้สำคัญแค่ในระดับประเทศนะคะ แต่สำคัญระดับโลกและจักรวาล

Jean Jaques Rousseau


ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean Jaques Rousseau) 22 มิถุนายน พ.ศ. 2255 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2321 เป็นนักปรัชญา นักเขียน กทฤษฎีการเมือง และนักประพันธ์เพลง ที่ฝึกหัดด้วยตนเอง แห่งยุดแสงสว่าง

ปรัชญาของรุสโซ

คำสอนของเขาสอนให้คนหันกลับไปหาธรรมชาติ ( back to nature ) เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่า "ธรรมชาติของคนดีอยู่แล้วแต่สังคมทำให้คนไม่เสมอภาคกัน" เขาบอกว่า "เหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่คำตอบของชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของตัวเราเอง ให้มากกว่าเหตุผล"

ทฤษฎี "คนเถื่อนใจธรรม"

รุสโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็น "คนเถื่อนใจธรรม" (noble savage) เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ แต่ถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคม เป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์

ความเรียงชื่อ "การบรรยาเกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์" (2293) ที่ได้รับรางวัลของเมืองได้อธิบายความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เขาได้เสนอว่าพัฒนาการของความรู้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น และทำลายเสรีภาพชของปัจเจกชน เขาสรุปว่าพัฒนาการเชิงวัตถุนั้น จะทำลายโอกาสของความเป็นเพื่อนที่จริงใจ โดยจะทำให้เกิดความอิจฉา ความกลัว และความระแวงสงสัย

งานชิ้นถัดมาของเขา "การบรรยายว่าด้วยความไม่เสมอภาค" ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำลายของมนุษย์ ตั้งแต่ในสมัยโบราณ จนถึงสมัยใหม่ เขาเสนอว่ามนุษย์ในยุคแรกสุดนั้นเป็นมนุษย์ครึ่งลิงและอยู่แยกกัน มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เนื่องจากมีความต้องการอิสระ (free will) และเป็นสิ่งที่สามารถแสวงหาความสมบูรณ์แบบได้ เขายังได้กลาวว่ามนุษย์ยุคบุคเบิกนี้มีความต้องการพื้นฐาน ที่จะดูแลรักษาตนเองและมีความรู้สึกห่วงหาอาทรหรือความสงสาร เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ต้องมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร จึงได้ปรัลเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา และได้เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่นๆ ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดีต่อตนเอง รุสโซได้เรียกความรู้สึกใหม่นี้ ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิบานของมนุษย์

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เสริจมูกปลูกย้ายไขมัน



ก้าวไปอีกขั้นในวงการศัลยกรรมตกแต่ง และเป็นส่วนที่นิยมทำกันมากซะด้วย ก็คือ จมูก การเสริมจมูกนิยมเสริมดั้งโดยมาก เพราะคนไทยเรามีลักษณะพันธุกรรมเป็นมาอย่างนี้ แต่ความรู้สึกว่า คนสวย หล่อ หน้าตาดี ต้องดั้งสวย ได้รูป พอเหมาะกับโครงสร้างหน้า โดยการเสริมจมูกนั้น จากสมัยก่อนฉีดของเหลวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนเหลว ไขมัน ฯลฯ ซึ่งก้เกิดปัญหามากมาย ทั้งไม่ได้รูปทรงที่คงตัว เกิดปัญหาเน่าพัง จนมาเกิดซิลิโคนแข็งก้เป็นที่นิยม ปลอดภัย แต่ก็ยังมีข้อติบ้าง ที่ดูแข็งกระด้างผิดธรรมชาติ หรือแท่งซิลิโคนเล็กๆ นั้นเกิดโผล่ขึ้นมาเสมอผิวหนังจนมองเห็นร่องรอย หรือหนักกว่านั้นทะลุผิวออมาอวดโฉมความลับซะเลย




ล่าสุด ศัลยแพทย์ตกแต่งไทยได้คิดค้นการเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายไขมัน (Graft) ขึ้นมาป้องกันวัสดุแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่เป็นไขมันส่วนหน้าท้องของเจ้าตัวนั่นเอง ที่ให้ความลงตัว ไม่ไหลย้อย เสียรูปทรงศัลยแพทย์ผู้นั้นคือ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชดานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย

การผ่าตัดเสริมสวยด้วยจมูก



วิธีการผ่าตัด




การเสริมจมูกจะใช้การผ่าตัดขนาดเล็ก และเกือบจะทั้งหมดใช้ในการเสริมด้วยซิลิโคน (Medical Grade Silicone) ที่ยอมรับถึงความปลอดภัยสูง โดยสอดผ่านทางรอยผ่าตัดนี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดขนาดเล็กที่ด้านในของจมูก ซึ่งแผลเหล่านี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดโดยการออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้า และโครงสร้างจมูกก่อน จากนั้นจึงเริ่มการเสริมจมูกโดยการฉีดยาชาพาะบริเวณที่รอบจมูก บางรายอาจใช้ยาสลบร่วมด้วยโดยการฉีดยาหรือกินก็มี สำหรับผู้ที่จะทำเกิดตื่นเต้นมาก แต่ส่วนใหญ่ใช้ยาชาก็พอแล้ว หลังผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้ทันที แพทย์จะนัดมาตรวจดูอีกครั้ง 7 วันให้หลัง เพื่อตัดไหมและตรวจดูความเรียบร้อย

เข็มทิศปัญหารอบดวงตา




น่าแปลกที่พื้นที่ผิวไม่กี่ตารางเวนติเมตรนี้สามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของคุณได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น นอนดึกกินอาหารขยะ หรือไปเที่ยวทะเลมา เนื่องจากผิวตรงนี้แสนจะบอบบาง จึงมีแนวโน้มสูงที่มันจะฟ้องวัยและไลฟ์สไตล์แย่ๆ ของคุณก่อนส่วนอื่น ทั้งยังไวต่อสิ่งเร้าและระคายเคืองง่ายอีกแน่




เพราะเหตุนี้นี่แหละ อายครีมจึงเป็นผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยชิ้นแรก ที่ผู้หญิงมองหา ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมว่ามันจะช่วยยกกระซับ ดึง รั้ง ปรับสีผิวให้ถุงกาแฟรอบดวงตาพอไปวัดไปวากับเขาได้บ้าง



บริษัทเครื่องสำอางค์ก็จับจุดถูก ถึงได้แห่แหนกันออกตลาดรอบดวงตาซึ่งบรรจุสารวิเศษมาแทบล้นตลาด การจะเลือกอายครีมแต่ละครั้งจึงทำให้คุณเหงื่อตกได้พอๆ กับการทำข้อสอบปริญญาเอก เจ้าจึงขอเป็นเข็มทิศนำทางเรื่องผิมรอบดวงตา เพื่อให้คุณได้ครีมที่ถูกใจ ถูกอาการ และแน่นอนถูกเงินด้วย

การดูแลเมื่อความดันสูง


ความดันโลหิตสูงนี้ หมายถึงแรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูงฉีดของหัวใจ ค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือความดันช่วงบน (แรงดันขณะที่หัวใจบีบตัว) และความดันช่วงล่าง (แรงดันขณะหัวใจคลายตัว)




การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งติดตามผลการรักษาที่แน่นอนคือ การตรวจวัดความดันโลหิต การสังเกตดูอาการอย่างเดียวมันไม่แน่นอน เนื่องจากโรคนี้ส่วนมากจะไม่แสดงอาการ คนทั่วไปจึงเข้าใจผิดว่าความดันสูงจะปวดหัวหากตอนไหนไม่ปวดคิดว่าความดันปกติจึงไม่ทานยาต่อเนื่องตามแพทย์บอก จริงๆแล้วความดันโลหิตสูงที่แสดงอาการปวดศรีษะนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย และอาการปวดศัรษะส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด

1. ตรวจวัดความดันเป็นระยะ




2.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ โดยการลดน้ำหนักลง 10% สำหรับผุ้ที่มีน้ำหนักเกิน



3. งดอาหารเค็มหรือเกลือไม่ควรได้รับเกลือเกิน 6 กนับต่อวัน



4. รับประทานอาหารไขมันต่ำ



5. งดสูบบุหรี่

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวตลาดน้ำดอนหวาย




ในวันที่ท้องฟ้าครึ้มฝน ฉันคว้าเป้ใบโปรด รองเท้าคู่เขรอะ ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร สู่นครปฐม จังหวัดเล็กๆ ที่อยู่ใกล้บางกอกแค่เอื้อม จุดหมายแรกของวันอยู่ที่ ตลาดริมน้ำดอนหวาย หรือตลาดน้ำดอนหวาย ในความเข้าใจของหลายๆคน ทีแรกหวังไว้ว่าจะเป็นตลาดร่มรื่น มีสวนสวย ติดริมแม่น้ำ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นตลาดริมน้ำ ที่ขายผัก ผลไม้ และอาหารนานาชนิด ถ้าเป็นแม่บ้านหรือนักกิน คงจับจ่ายจนเพลิดเพลินใจทีเดียว
เสน่ห์ของตลาดน้ำดอนหวาย นอกจากอาหารสะอาดสะอ้าน ของกินอร่อยถูกปากแล้ว ยังเป็นตลาดโบราณ ก่อสร้างด้วยอาคารไม้เก่าๆ ติดริมแม่น้ำท่าจีน น้ำใสสะอาด เห็นฝูงปลาแหวกว่ายกันสนุกสนาน เราเริ่มต้นเดินจากปากทางเข้า ตลอดสองข้างทางจะเห็นว่า มีร้านขายของจิปาถะทั่วไป อาทิ เครื่องจักรสาน ต้นไม้ ขนม ผักสด และผลไม้ ที่น่าสนใจคือ ผักสดจะแพ็คขายเป็นถุงๆ อย่างเรียบร้อย

เดินลึกเข้าไปภายในตลาดน้ำ ผู้คนเริ่มคึกคัก เดินเบียดเสียดกัน เพราะแถบนี้ขายขนม เช่น สาลี่ โมจิ ปุยฝ้าย ขนมตาลป้าไข่ ตะโก้ ขนมเบื้อง ลูกชุบ ทองม้วน ข้าวเหนียวแก้ว ขนมเปี๊ยะ บะจ่าง ช่อม่วง หรุ่มล่าเตียง ปั้นขลิบ และอื่นๆ ล้วนหน้าตาน่ารับประทานทั้งสิ้น ใกล้กันเป็นร้านอาหารคาว ที่ขึ้นชื่อเลยคือร้านเป็ดพะโล้นายหนับ ต้มเค็มปลาทู ห่อหมกปลาช่อน ทอดมันปลากราย และขนมจีนน้ำยากะทิ

ลองชิมเป็ดพะโล้นายหนับ ถึงรู้ว่าแรกยังไม่ทานกลิ่นหอมเย้ายวน พอได้ทานรสชาติกลมกล่อมอร่อยที่สุด เพราะเป็ดพะโล้นายหนับ เปิดเป็นเจ้าแรกที่ตลาดน้ำดอนหวายแห่งนี้ นานถึง 30 กว่าปี ไม่ทันอิ่มท้อง มาต่อด้วยขนมจีนน้ำยาร้านข้างๆ ซึ่งไม่ธรรมดา ทั้งเส้นขนมจีนและผักสดที่นำมากินแกล้ม ขนมจีนสะอาดหมดจด รสชาติไม่ต้องพูดถึง
ระหว่างเพลินลิ้นกับขนมจีนอยู่นั้น มองดูนาฬิกาถึงกับตาเหลือก ต้องรีบจ้ำเท้าไปยังท่าเรือ เตรียมลงเรือล่องแม่น้ำท่าจีน ไม่ลืมซื้อขนมติดไม้ติดมือไปด้วย พนักงานเดินมาเช็คตั๋ว ก่อนปล่อยเรือออกท่า ไหลเลียบแม่น้ำท่าจีนอย่างสบายอารมณ์ เราทอดสายตามองทิวทัศน์รอบข้าง ชมธรรมชาติสองฟากแม่น้ำ หูฟังไกด์บรรยายวิถีของผู้คนกับสายน้ำ
“บ้านนี้ปลูกส้มโอหวาน บ้านนั้นเป็นโรงสีมีข้าวสารขาว ส่วนบ้านถัดไปตรงโน่นลูกสาวงาม” ไกด์เล่นคำพลางชี้ไปบ้านแต่ละหลัง ก่อนบอกว่าจะพาไปดูบ้านพี่เบิร์ด เราคิดว่าบ้านพี่เบิร์ดธงไชย ที่ไหนได้บ้านพี่เบิร์ดจริงๆ แต่เป็นบ้านที่เค้าแสดงในละครคู่กรรมนั่นเอง เรือยังคงเคลื่อนต่อไป ผ่านโรงเหล้าเก่า บ้านไม้โบราณหลายหลัง วัดท่าพูด จวบจนมาสิ้นสุดที่วัดไร่ขิง ซึ่งมีวังปลาขนาดใหญ่ ทั้งปลาสวายและปลาเทโพกว่าแสนตัว พากันว่ายน้ำแย่งชิงขนมปังกันจ้าละหวั่น จากนั้นเรือเลี้ยวกลับเส้นทางเดิม คราวนี้เมฆหมอกหนาครึ้ม ฝนค่อยๆ โปรย พัดพาเอาความหนาวเย็นชื้นสัมผัสกาย ไม่นานฝนหยุด เรือก็ถึงท่าตลาดน้ำดอนหวายพอดี
ไหนๆ มาแถวนี้ทั้งที ไม่ลืมแวะวัดไร่ขิง กราบสักการะขอพรหลวงพ่อวัดไร่ขิง ก่อนนั่งแท็กซี่ไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ซึ่งอยู่บนถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) อำเภอนครชัยศรี ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีถึง ภายนอกพิพิธภัณฑ์กว้างขวาง และร่มรื่น เมื่อซื้อตั๋วและเดินเข้าภายใน รู้สึกได้ถึงความลึกลับและน่าขนลุก ไม่ใช่น่ากลัว แต่น่าตกใจ เพราะหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสแต่ละรูปเหมือนคนจริงๆ ทั้งหน้าตา รูปร่าง เส้นผม สายตา และท่าทาง ล้วนสื่ออารมณ์และความรู้สึกของคนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เป็นอาคารไม้สองชั้น เราเริ่มเดินชั้นแรก ประกอบด้วย หุ่นสนใจในข่าว หุ่นเลขาน่ารัก หุ่นพระอริยสงฆ์ หุ่นชุดเหนื่อยนักพักก่อน หุ่นชุดหมากรุกไทย หุ่นพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์พระบรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ 1 – 8 พระบรมรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และหุ่นชุดครอบครัวไทย

ขึ้นไปชั้นสอง พบกับหุ่น 3 ครูเพลงไทย ได้แก่ ครูจวงจันทน์ จันทร์คณา หรือ บรมครูพรานบูรพ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือ สุนทราภรณ์ ครูไพบูลย์ บุตรขัน หรือราชานักแต่งเพลงลูกทุ่ง ถัดมาคือ หุ่น 3 บุคคลสำคัญของโลก คือ อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ปลดปล่อยทาสของสหรัฐอเมริกา เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ และมหาตมะ คานธี บิดาแห่งประชาชาติอินเดีย ห้องต่อไป หุ่นชุดวัฒนธรรมประเพณีไทย เรื่องการละเล่นของไทย ใกล้กันหุ่นชุดวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ห้องสุดท้ายโชว์หุ่นชุดประวัติศาสตร์ไทย

หุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้ไม่ใช่หุ่นธรรมดาๆ แต่กลับเป็นหุ่นที่ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทย ให้คนรุ่นหลังได้ทราบ และสัมผัสลึกไปถึงผู้คน ความเป็นอยู่ ความคิด และตำนาน
ตลาดน้ำดอนหวาย เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 18.00 น. ส่วนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เปิดเข้าชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 034 332 607 และ 034 332 109
การเดินทางสู่ตลาดน้ำดอนหวาย และวัดไร่ขิง ขับรถมาเอง จากสะพานปิ่นเกล้า มุ่งตรงไป ถนนปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ผ่าน ถนนพุทธมณฑล สาย 1-2-3 เมื่อผ่านถนนพุทธมณฑลสาย 4 สังเกตป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าพุทธมณฑลสาย 5 ขับเข้ามายังถนนพุทธมณฑลสาย 5 ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จะเจอสี่แยกเลี้ยวขวา มุ่งตรงสู่วัดดอนหวาย
นั่งรถเมล์ – รถตู้ประจำทาง รถตู้ปรับอากาศ เมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า - วัดดอนหวาย - วัดไร่ขิง ใช้เวลาประมาณ 20 -40 นาที ถนนเพชรเกษม คุณสามารถใช้บริการ รถโดยสารปรับอากาศสาย ปอ 84 ลงตรงปากทางเข้าวัดไร่ขิง ต่อรถสองแถวประจำทาง เข้ามาวัดดอนหวาย หรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์คิว
สถานีขนส่งสายใต้ คุณสามารถใช้บริการรถโดยสารที่จะไปยัง จังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน