วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กำแพงเมืองจีน
1.เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน
2.กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร
3.กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง
4.ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า “กำแพงยาวหมื่นลี้” (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร
5.การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก
6.กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง
7.กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น
8.กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน
9.สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ
วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ซาตานหรือลูซิเฟอร์
ซาตาน(Satan, שָׂטָן, The Adversary, ปฏิปักษ์) คือปฏิปักษ์หรือฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า ในคัมภีร์ต่างๆของศาสนายูดายที่เรียกรวมๆว่าโทราห์กับในไบเบิลภาคพันธะสัญญาใหม่ตลอดจนคัมภีร์อัลกุระอ่านไม่มีรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับซาตานมากนัก นอกจากบอกว่าคือมารร้ายที่คอยล่อลวงผู้คนให้ออกจากวิถีทางของพระเจ้าและเป็นราชาของเหล่าภูตผีปีศาจทั้งหลาย เคยแปลงร่างเป็นงูไปล่อลวงบรรพบุรุษคู่แรกของมนุษย์
ในคัมภีร์โทราไม่ระบุชื่อว่าซาตานก่อนตกสวรรค์มีชื่ออะไร แต่มีการกล่าวถึงชื่อปีศาจครั้งแรกในโทราห์คือ อัสโมดาอี (Asmodai) ไม่มีขอสรุปว่านี่คือชื่อหนึ่งของซาตานหรือเป็นปีศาจคนละตัวกัน ปีศาจตนนี้เป็นคู่รักของลิลิธ แต่ในคติศาสนาอิสลามเชื่อว่าอัสโมดาอีคือซาตาน
แต่สำหรับฝ่ายแคบบาลา รายละเอียดของซาตานและมวลลูกน้องกลับมีมากมายพิสดารต่างๆกัน เพราะว่าพวกซาตานนี่เองที่สอนแคบบาลากับมนุษย์ เมื่อเป็นผู้สอนเสียเองรายละเอียดก็เลยมีมากเป็นธรรมดา
พอจะประมวลเรื่องราวของอดีตจอมเทวดาตามความคิดของพวกแคบบาลาได้ว่า เดิมเป็นเทวดาชั้นสูงสุดคือเซราฟิม เทวดาในคติของพวกเซมิติคคือข้ารับใช้ของพระเจ้าสูงสุดนะ ไม่ใช่เทวดาแบบที่เราๆรู้จักกัน ร่างเดิมของซาตานนั้นเป็นจอมเทวดาโฉมงาม หล่อเหลาสุดในสวรรค์ มีปีกถึงสิบสองปีก มากกว่าเซราฟีมเทวดาชั้นสูงสุดถึงเท่าตัวเพราะเซราฟีมมีแค่หกปีก ส่วนชื่อเดิมของซาตานนั้นไม่มีกล่าวไว้ ไม่มีการบอกว่ามีชื่อลูซิเฟอร์แต่อย่างใด เพราะลูซิเฟอร์เป็นภาษาละตินที่ถ่ายมาจากภาษากรีกว่า Eos phoros หมายถึงดาวประกายพรึก แต่เมื่อมีการแปลไบเบิลเป็นภาษาละติน ชื่อลูซิเฟอร์เลยถูกเหมาว่าเป็นชื่อเดิมก่อนถูกไล่จากสวรรค์ของซาตานไปเสีย
การสับสนในชื่อนี้เกิดจากการอาศัยไบเบิลภาษากรีกเป็นหลักในการแปลไบเบิลเป็นภาษาละตินของเซนต์เจโรม ในราวๆคริสต์ศตวรรษที่สี่ซึ่งเป็นช่วงเฟื่องฟูของศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมัน(คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก็ราวๆ ค.ศ. 300 - 399 , บทที่แปลผิดคือ อิสยาห์ Isaiah 14:12
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับเซนต์เจโรม Isaiah 14:12, quomodo cecidisti de caelo lucifer qui mane oriebaris corruisti in terram qui vulnerabas gentes
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ Isaiah 14:12, How art thou fallen from heaven, O Lucifer, son of the morning! how art thou cut down to the ground, which didst weaken the nations!
;ไบเบิลฉบับภาษาไทย อิสยาห์14:12 , โอ ดาวประจำกลางวันเอย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้ทำให้ประชาชาติตกต่ำน่ะ )
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของลูซิเฟอร์ในแบบเทพบุตรผู้หล่อเหลาตามที่บรรยายใน เอเสเคียล (Ezekiel 28:12-19,
แม้ไบเบิลระบุว่าเป็นการพูดถึงพระเจ้ากรุงไทร์ (Tyre) แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าไบเบิลตอนนี้เป็นการบรรยายถึงซาตานก่อนตกสวรรค์
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับเซนต์เจโรม Ezekiel 28:11-12 > 11 et factus est sermo Domini ad me dicens fili hominis leva planctum super regem Tyri 12 et dices ei haec dicit Dominus Deus tu signaculum similitudinis plenus sapientia et perfectus decore ,
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ 28:11-12 > 11 Moreover the word of the LORD came unto me, saying, 12 Son of man, take up a lamentation upon the king of Tyrus, and say unto him,Thus saith the Lord GOD; Thou sealest up the sum, full of wisdom, andperfect in beauty.
;
ไบเบิลฉบับภาษาไทย เอเสเคียล 28:11-12 > 11 พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า 12 บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเปล่งเสียงบทค่ำครวญเพื่อกษัตริย์เมืองไทระ...
ในเอเสเคียล (Ezekiel 28:13) บรรยายว่า
“เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบ เต็มด้วยสติปัญญา...เจ้าอยู่ในเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม บุษราคัมน้ำอ่อน เพชร เพทาย...”
แม้ศาสนายูดายจะไม่มีกล่าวถึงชื่อเดิมของซาตานก่อนตกสวรรค์ไว้อย่างชัดเจนก็ตาม นอกจากกล่าวถึงอัสโมดาอีตามที่บอกไปแล้วนั้น แต่ในศาสนาคริสต์เชื่อว่าชื่อของ ซาตานแต่เดิมคือลูซิเฟอร์
ซึ่งต่อมาแคบบาลาแบบคริสต์จะนำไปขยายความอีกมากจนบางครั้งก็ถึงกับระบุว่าลูซิเฟอร์กับซาตานไม่ใช่ปีศาจตนเดียวกันก็มี เช่นใน The Sacred magic of Abramelin the Mage หนึ่งในคัมภีร์ไสยเวทของยุโรป ระบุว่ามีปีศาจระดับสูงอยู่
สี่ตน คือ
1. ลูซิเฟอร์ (Lucifer)
2. เลอเวียธาน (Leviathan)
3. ซาตาน (Satan)
4. เบลิอัล (Belial)
ในศาสนาอิสลามระบุว่าเดิมซาตานเป็นจิน หรือภูติ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นชื่อว่า อิบลิส(Iblis) ต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นเทวทูต ครั้นอิบลิสปฏิเสธไม่เคารพอาดัม จึงถูกสาป และถูกพระเจ้าเปลี่ยนชื่อเป็นไซตาน (Shaitan) แนวคิดเกี่ยวกับซาตานแต่เดิมมีร่างที่งดงามนั้นก็มาจากเรื่องเล่านอกคัมภีร์ของพวกยิวกับอัลกุระอ่านผสมกัน
ต่อมาในสมัยกลาง ซาตานจะถูกเหมารวมกับบาโฟเม็ตเทพครึ่งคนครึ่งแพะแบบลุงแพะในแรคอะ ซึ่งปรากฎตัวขึ้นมาจากความเชื่อของพวกอัศวินมหาวิหาร(Knight Templar) จนเลอะเทอะ และต่อมาในช่วงหลังๆราวในยุคภูมิธรรม(คริสตศตวรรษที่ 17 Enlighten Age) ซาตานก็จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากกวีบางคนเช่น จอห์น มิลตัน กวีชาวอังกฤษ (John Milton 1608-74)ใน สวรรค์ล่ม (The Paradise Lost 1667) ที่มีการให้ภาพของซาตานที่มีอารมณ์ความรู้สึกน่าเวทนา
ในคัมภีร์โทราไม่ระบุชื่อว่าซาตานก่อนตกสวรรค์มีชื่ออะไร แต่มีการกล่าวถึงชื่อปีศาจครั้งแรกในโทราห์คือ อัสโมดาอี (Asmodai) ไม่มีขอสรุปว่านี่คือชื่อหนึ่งของซาตานหรือเป็นปีศาจคนละตัวกัน ปีศาจตนนี้เป็นคู่รักของลิลิธ แต่ในคติศาสนาอิสลามเชื่อว่าอัสโมดาอีคือซาตาน
แต่สำหรับฝ่ายแคบบาลา รายละเอียดของซาตานและมวลลูกน้องกลับมีมากมายพิสดารต่างๆกัน เพราะว่าพวกซาตานนี่เองที่สอนแคบบาลากับมนุษย์ เมื่อเป็นผู้สอนเสียเองรายละเอียดก็เลยมีมากเป็นธรรมดา
พอจะประมวลเรื่องราวของอดีตจอมเทวดาตามความคิดของพวกแคบบาลาได้ว่า เดิมเป็นเทวดาชั้นสูงสุดคือเซราฟิม เทวดาในคติของพวกเซมิติคคือข้ารับใช้ของพระเจ้าสูงสุดนะ ไม่ใช่เทวดาแบบที่เราๆรู้จักกัน ร่างเดิมของซาตานนั้นเป็นจอมเทวดาโฉมงาม หล่อเหลาสุดในสวรรค์ มีปีกถึงสิบสองปีก มากกว่าเซราฟีมเทวดาชั้นสูงสุดถึงเท่าตัวเพราะเซราฟีมมีแค่หกปีก ส่วนชื่อเดิมของซาตานนั้นไม่มีกล่าวไว้ ไม่มีการบอกว่ามีชื่อลูซิเฟอร์แต่อย่างใด เพราะลูซิเฟอร์เป็นภาษาละตินที่ถ่ายมาจากภาษากรีกว่า Eos phoros หมายถึงดาวประกายพรึก แต่เมื่อมีการแปลไบเบิลเป็นภาษาละติน ชื่อลูซิเฟอร์เลยถูกเหมาว่าเป็นชื่อเดิมก่อนถูกไล่จากสวรรค์ของซาตานไปเสีย
การสับสนในชื่อนี้เกิดจากการอาศัยไบเบิลภาษากรีกเป็นหลักในการแปลไบเบิลเป็นภาษาละตินของเซนต์เจโรม ในราวๆคริสต์ศตวรรษที่สี่ซึ่งเป็นช่วงเฟื่องฟูของศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมัน(คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก็ราวๆ ค.ศ. 300 - 399 , บทที่แปลผิดคือ อิสยาห์ Isaiah 14:12
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับเซนต์เจโรม Isaiah 14:12, quomodo cecidisti de caelo lucifer qui mane oriebaris corruisti in terram qui vulnerabas gentes
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ Isaiah 14:12, How art thou fallen from heaven, O Lucifer, son of the morning! how art thou cut down to the ground, which didst weaken the nations!
;ไบเบิลฉบับภาษาไทย อิสยาห์14:12 , โอ ดาวประจำกลางวันเอย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้ทำให้ประชาชาติตกต่ำน่ะ )
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของลูซิเฟอร์ในแบบเทพบุตรผู้หล่อเหลาตามที่บรรยายใน เอเสเคียล (Ezekiel 28:12-19,
แม้ไบเบิลระบุว่าเป็นการพูดถึงพระเจ้ากรุงไทร์ (Tyre) แต่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าไบเบิลตอนนี้เป็นการบรรยายถึงซาตานก่อนตกสวรรค์
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับเซนต์เจโรม Ezekiel 28:11-12 > 11 et factus est sermo Domini ad me dicens fili hominis leva planctum super regem Tyri 12 et dices ei haec dicit Dominus Deus tu signaculum similitudinis plenus sapientia et perfectus decore ,
;ไบเบิลภาษาละตินฉบับพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ 28:11-12 > 11 Moreover the word of the LORD came unto me, saying, 12 Son of man, take up a lamentation upon the king of Tyrus, and say unto him,Thus saith the Lord GOD; Thou sealest up the sum, full of wisdom, andperfect in beauty.
;
ไบเบิลฉบับภาษาไทย เอเสเคียล 28:11-12 > 11 พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า 12 บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเปล่งเสียงบทค่ำครวญเพื่อกษัตริย์เมืองไทระ...
ในเอเสเคียล (Ezekiel 28:13) บรรยายว่า
“เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบ เต็มด้วยสติปัญญา...เจ้าอยู่ในเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม บุษราคัมน้ำอ่อน เพชร เพทาย...”
แม้ศาสนายูดายจะไม่มีกล่าวถึงชื่อเดิมของซาตานก่อนตกสวรรค์ไว้อย่างชัดเจนก็ตาม นอกจากกล่าวถึงอัสโมดาอีตามที่บอกไปแล้วนั้น แต่ในศาสนาคริสต์เชื่อว่าชื่อของ ซาตานแต่เดิมคือลูซิเฟอร์
ซึ่งต่อมาแคบบาลาแบบคริสต์จะนำไปขยายความอีกมากจนบางครั้งก็ถึงกับระบุว่าลูซิเฟอร์กับซาตานไม่ใช่ปีศาจตนเดียวกันก็มี เช่นใน The Sacred magic of Abramelin the Mage หนึ่งในคัมภีร์ไสยเวทของยุโรป ระบุว่ามีปีศาจระดับสูงอยู่
สี่ตน คือ
1. ลูซิเฟอร์ (Lucifer)
2. เลอเวียธาน (Leviathan)
3. ซาตาน (Satan)
4. เบลิอัล (Belial)
ในศาสนาอิสลามระบุว่าเดิมซาตานเป็นจิน หรือภูติ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นชื่อว่า อิบลิส(Iblis) ต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นเทวทูต ครั้นอิบลิสปฏิเสธไม่เคารพอาดัม จึงถูกสาป และถูกพระเจ้าเปลี่ยนชื่อเป็นไซตาน (Shaitan) แนวคิดเกี่ยวกับซาตานแต่เดิมมีร่างที่งดงามนั้นก็มาจากเรื่องเล่านอกคัมภีร์ของพวกยิวกับอัลกุระอ่านผสมกัน
ต่อมาในสมัยกลาง ซาตานจะถูกเหมารวมกับบาโฟเม็ตเทพครึ่งคนครึ่งแพะแบบลุงแพะในแรคอะ ซึ่งปรากฎตัวขึ้นมาจากความเชื่อของพวกอัศวินมหาวิหาร(Knight Templar) จนเลอะเทอะ และต่อมาในช่วงหลังๆราวในยุคภูมิธรรม(คริสตศตวรรษที่ 17 Enlighten Age) ซาตานก็จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากกวีบางคนเช่น จอห์น มิลตัน กวีชาวอังกฤษ (John Milton 1608-74)ใน สวรรค์ล่ม (The Paradise Lost 1667) ที่มีการให้ภาพของซาตานที่มีอารมณ์ความรู้สึกน่าเวทนา
หินนักปราชญ์
หินนักปราชญ์ - น้ำอมฤต - ชีวิตนิรันดร์ ::.
"หินนักปราชญ์" ที่แฟนๆ แฮรี่ พอตเตอร์รู้จักกันดีอยู่แล้ว และยังมีบทบาทสำคัญในการ์ตูนเรื่องหุ่นเชิดสังหาร ในฐานะ "ศิลาไร้กระด้าง"
หินนักปราชญ์ถือเป็นสุดยอดของวิชาเล่นแร่แปรธาตุทางฝั่งยุโรปเชียวครับ (ที่ในเรื่องหุ่นเชิดสังหารเรียกว่าวิชา "เร็งคิวจูสสึ" นั่นแหละ) คุณสมบัติของมันมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันครับ อย่างแรกคือเปลี่ยนโลหะบางชนิดที่เรียกว่าโลหะพื้นฐานให้เป็นทองได้ (โดยมากมักเป็นตะกั่ว) อีกอย่างก็คือการสังเคราะห์ "น้ำอมฤต" (หรือ Aqua Vitae เป็นภาษาละติน แปลว่าน้ำแห่งชีวิต) ซึ่งว่ากันว่ารักษาได้สารพัดโรคและทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวได้ ตำนานน้ำอมฤตนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ ยกตัวอย่างเบาะๆ ก็จักรพรรดิจีนหลายพระองค์เคยสั่งทหารออกตามหาน้ำอมฤตมาแล้ว แม้แต่สุนทรภู่ของไทยเองก็เคยฝักใฝ่ในวิชาเล่นแร่และออกตามหาน้ำอมฤตเช่นกัน ส่วนทางฝั่งอินเดียก็มี "น้ำโสมทิพย์" ที่เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชีวิตอมตะของเหล่าเทวดาในปุราณะ ที่จริงยังมีอีกเยอะครับ แต่คิดว่าเล่าแค่นี้ก็พอก่อนแล้วกัน
ด้วยเหตุนี้เองเจ้าหินนักปราชญ์นี่จึงเป็นที่ต้องการของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากรวย หรือบรรดาพวกที่ปรารถนาชีวิตนิรันดร์ทั้งหลายต่างก็ออกตามหา และยังเป็นความฝันสูงสุดของเหล่านักเล่นแร่อีกต่างหาก ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วเจ้าหินประหลาดนี่มันถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร นักเล่นแร่ในอดีตเชื่อว่า "ปรอท" และ "กำมะถัน" เป็นตัวแทนของเพศหญิงและชายครับ (ไม่ต้องมาถามผมนะว่าอันไหนชายอันไหนหญิง ผมก็หาอวัยวะเพศมันไม่เจอเหมือนกัน - -") และยังเป็นธาตุที่เป็นตัวแทนของ "ดวงอาทิตย์" และ "ดวงจันทร์" อีกด้วย และหินนักปราชญ์ก็คือเครื่องหมายของการรวมเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ทั้งสองนั่นเอง (พูดง่ายๆ ว่าสมบูรณ์เพศ) จะว่าไปแล้วถึงกับเชื่อกันว่ามันเป็นการสมรสกันทางเคมีเชียวครับ อันนี้ไม่ได้เล่นมุกด้วยนะเนี่ย
วิธีการก็คือเขาจะเอาปรอทที่เตรียมไว้ ซึ่งเรียกว่า "ปรอทสำเร็จ" มาใช้แยกเอาแก่นกำมะถันออกครับ แก่นกำมะถันที่ได้นี้จะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า "หินนักปราชญ์" (อ้าว แล้วทำไมรูปที่ผมไปเอามามันสีแดงหว่า ฐานข้อมูลตีกันเองซะแล้ว 555) ภาพข้างบนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักเล่นแร่ในการผสมผสานปรอทที่ว่ากับตะกั่วครับ หลังจากที่ได้หินนักปราชญ์มาแล้วเขาก็จะใช้ปรอทสำเร็จมาแยกเอาแก่นตะกั่วออกบ้าง สารที่ได้นี้เรียกว่า "ธาตุที่หนึ่ง" เมื่อนำธาตุที่หนึ่งนี้มาหลอมรวมกับหินนักปราชญ์ในอุณหภูมิสูง (ว่ากันว่าต้องสูงขนาดที่ว่าตัวซาลาแมนเดอร์ซึ่งเป็น!ในนิยายชนิดหนึ่ง ชอบความร้อน ยังต้องดิ้นพล่าน) จะได้ทองคำสุกปลั่งออกมา ซึ่งในขั้นตอนการทำหินนักปราชญ์นี้หากผู้ทำมีจิตไม่แข็งพอ (ใช้พลังจิตด้วยหรือนี่ O o) หินนักปราชญ์ที่ได้จะมีสีอ่อน หรือซีดจางผิดปกติ ธาตุที่ออกมาแทนที่จะเป็นทองก็อาจได้ เงินหรือเกลือแทน ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดเหตุผิดพลาด ขณะที่หลอมหินนักปราชญ์อยู่อาจจะเกิดการระเบิดขึ้นก็เป็นได้
"หินนักปราชญ์" ที่แฟนๆ แฮรี่ พอตเตอร์รู้จักกันดีอยู่แล้ว และยังมีบทบาทสำคัญในการ์ตูนเรื่องหุ่นเชิดสังหาร ในฐานะ "ศิลาไร้กระด้าง"
หินนักปราชญ์ถือเป็นสุดยอดของวิชาเล่นแร่แปรธาตุทางฝั่งยุโรปเชียวครับ (ที่ในเรื่องหุ่นเชิดสังหารเรียกว่าวิชา "เร็งคิวจูสสึ" นั่นแหละ) คุณสมบัติของมันมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันครับ อย่างแรกคือเปลี่ยนโลหะบางชนิดที่เรียกว่าโลหะพื้นฐานให้เป็นทองได้ (โดยมากมักเป็นตะกั่ว) อีกอย่างก็คือการสังเคราะห์ "น้ำอมฤต" (หรือ Aqua Vitae เป็นภาษาละติน แปลว่าน้ำแห่งชีวิต) ซึ่งว่ากันว่ารักษาได้สารพัดโรคและทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวได้ ตำนานน้ำอมฤตนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ ยกตัวอย่างเบาะๆ ก็จักรพรรดิจีนหลายพระองค์เคยสั่งทหารออกตามหาน้ำอมฤตมาแล้ว แม้แต่สุนทรภู่ของไทยเองก็เคยฝักใฝ่ในวิชาเล่นแร่และออกตามหาน้ำอมฤตเช่นกัน ส่วนทางฝั่งอินเดียก็มี "น้ำโสมทิพย์" ที่เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชีวิตอมตะของเหล่าเทวดาในปุราณะ ที่จริงยังมีอีกเยอะครับ แต่คิดว่าเล่าแค่นี้ก็พอก่อนแล้วกัน
ด้วยเหตุนี้เองเจ้าหินนักปราชญ์นี่จึงเป็นที่ต้องการของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากรวย หรือบรรดาพวกที่ปรารถนาชีวิตนิรันดร์ทั้งหลายต่างก็ออกตามหา และยังเป็นความฝันสูงสุดของเหล่านักเล่นแร่อีกต่างหาก ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วเจ้าหินประหลาดนี่มันถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร นักเล่นแร่ในอดีตเชื่อว่า "ปรอท" และ "กำมะถัน" เป็นตัวแทนของเพศหญิงและชายครับ (ไม่ต้องมาถามผมนะว่าอันไหนชายอันไหนหญิง ผมก็หาอวัยวะเพศมันไม่เจอเหมือนกัน - -") และยังเป็นธาตุที่เป็นตัวแทนของ "ดวงอาทิตย์" และ "ดวงจันทร์" อีกด้วย และหินนักปราชญ์ก็คือเครื่องหมายของการรวมเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ทั้งสองนั่นเอง (พูดง่ายๆ ว่าสมบูรณ์เพศ) จะว่าไปแล้วถึงกับเชื่อกันว่ามันเป็นการสมรสกันทางเคมีเชียวครับ อันนี้ไม่ได้เล่นมุกด้วยนะเนี่ย
วิธีการก็คือเขาจะเอาปรอทที่เตรียมไว้ ซึ่งเรียกว่า "ปรอทสำเร็จ" มาใช้แยกเอาแก่นกำมะถันออกครับ แก่นกำมะถันที่ได้นี้จะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า "หินนักปราชญ์" (อ้าว แล้วทำไมรูปที่ผมไปเอามามันสีแดงหว่า ฐานข้อมูลตีกันเองซะแล้ว 555) ภาพข้างบนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักเล่นแร่ในการผสมผสานปรอทที่ว่ากับตะกั่วครับ หลังจากที่ได้หินนักปราชญ์มาแล้วเขาก็จะใช้ปรอทสำเร็จมาแยกเอาแก่นตะกั่วออกบ้าง สารที่ได้นี้เรียกว่า "ธาตุที่หนึ่ง" เมื่อนำธาตุที่หนึ่งนี้มาหลอมรวมกับหินนักปราชญ์ในอุณหภูมิสูง (ว่ากันว่าต้องสูงขนาดที่ว่าตัวซาลาแมนเดอร์ซึ่งเป็น!ในนิยายชนิดหนึ่ง ชอบความร้อน ยังต้องดิ้นพล่าน) จะได้ทองคำสุกปลั่งออกมา ซึ่งในขั้นตอนการทำหินนักปราชญ์นี้หากผู้ทำมีจิตไม่แข็งพอ (ใช้พลังจิตด้วยหรือนี่ O o) หินนักปราชญ์ที่ได้จะมีสีอ่อน หรือซีดจางผิดปกติ ธาตุที่ออกมาแทนที่จะเป็นทองก็อาจได้ เงินหรือเกลือแทน ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดเหตุผิดพลาด ขณะที่หลอมหินนักปราชญ์อยู่อาจจะเกิดการระเบิดขึ้นก็เป็นได้
เทพราฟาเอล
RAPHAEL
ชื่อทางฮิบรู คือ רפאל
"เซนท์ ราฟาเอล" หรือ "ราฟาเอล" หนึ่งใน 7 อัคระเทวฑูตผู้ยิ้งใหญ่บนสวรรค์ ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่กี่เล่ม คำว่า Rapha นั้นหมายถึง ผู้รักษา ส่วน El นั้นแปลว่าพระเป็นเจ้า ซึ้งก็หมายความว่า ชื้อของราฟาเอลนั้นแปลว่า พระเจ้าผู้รักษา นั้นเอง
ชื้อของท่านปรากฏในบันทึกโบราณของชาวฮิบรู ซึ้งทำการรักษาให้แก่ผู้คน
ซึ้ง ในภาษาฮิบรู นั้น Rophe แปลว่าหมอยา ซึ้งเป็นรากศัพย์ของ Raphael
ในทางศาสณาคริสต์นั้นชื้อของท่านได้ปรากฏอยู่ในหนังสือแห่งโทบิส "Book of Tobit (Tobias)" ซึ้งท่านได้ปลอมตัวเป็นมนุษย์ชื้อ "อาซาเรียส บุตรแห่ง อานาเนียส"และร่วมเดินกับพวกพ้องในการแสวงบุญ ในการเดินทางครั้งนั้น ราฟาเอลได้ใช้พลังช่วยให้พวกเค้ารอดจากภัยอัตรายมาหลายครั้ง ทั้งพลังในการรักษาผู้คน ซึ้งที่รู้จักกันดีคือการที่ท่านได้รักษาตาที่บอดให้ผู้เฒ่าชื้อ Tobias ท่านยังใช้พลังในการปีศาจในทะเลทรายของอียิปต์
ท่านยังเป็น 1ใน3 เทวฑูตที่มาส่งข่าวให้อับราฮัม อีกด้วย
(เสริมหน่อยนะคับ ราฟาเอลได้รับมอบหมายจากพระบิดาให้มารักษาผู้คนในเมืองแห่งหนึ่น รวมทั้งตาที่บอดของโทเบส รวมทั้งมีหน้าที่ในการชิงตัว ซาราห์ น้องเขยของโทเบส กลับมาจากปีศาจ ซึ้งเป็นฆาตกรต่อเนื้องที่ฆ่าสามีของเธอด้วย ใครสนใจหามาอ่านได้ สนุกนะ)
พวกจูดีโอ้คริสต์ และ คริสต์นิกายใหม่ เปรียบราฟาเอล กับ สีเหลือง ทิศตะวันออก และธาตุอากาศ สัญลักษณ์แห่งการ "รักษา"ทั้งยังมีความหมายถึง Knight of Sword ในไพ่ทาร๊อตด้วย (เอกลักษ์เด่นของภาพวาดและรูปปั้นของราฟาเอลคือเป็นผู้ชายมีผมสีเทาหยิกยาว ถือไม้เท้า
ชื่อทางฮิบรู คือ רפאל
"เซนท์ ราฟาเอล" หรือ "ราฟาเอล" หนึ่งใน 7 อัคระเทวฑูตผู้ยิ้งใหญ่บนสวรรค์ ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่กี่เล่ม คำว่า Rapha นั้นหมายถึง ผู้รักษา ส่วน El นั้นแปลว่าพระเป็นเจ้า ซึ้งก็หมายความว่า ชื้อของราฟาเอลนั้นแปลว่า พระเจ้าผู้รักษา นั้นเอง
ชื้อของท่านปรากฏในบันทึกโบราณของชาวฮิบรู ซึ้งทำการรักษาให้แก่ผู้คน
ซึ้ง ในภาษาฮิบรู นั้น Rophe แปลว่าหมอยา ซึ้งเป็นรากศัพย์ของ Raphael
ในทางศาสณาคริสต์นั้นชื้อของท่านได้ปรากฏอยู่ในหนังสือแห่งโทบิส "Book of Tobit (Tobias)" ซึ้งท่านได้ปลอมตัวเป็นมนุษย์ชื้อ "อาซาเรียส บุตรแห่ง อานาเนียส"และร่วมเดินกับพวกพ้องในการแสวงบุญ ในการเดินทางครั้งนั้น ราฟาเอลได้ใช้พลังช่วยให้พวกเค้ารอดจากภัยอัตรายมาหลายครั้ง ทั้งพลังในการรักษาผู้คน ซึ้งที่รู้จักกันดีคือการที่ท่านได้รักษาตาที่บอดให้ผู้เฒ่าชื้อ Tobias ท่านยังใช้พลังในการปีศาจในทะเลทรายของอียิปต์
ท่านยังเป็น 1ใน3 เทวฑูตที่มาส่งข่าวให้อับราฮัม อีกด้วย
(เสริมหน่อยนะคับ ราฟาเอลได้รับมอบหมายจากพระบิดาให้มารักษาผู้คนในเมืองแห่งหนึ่น รวมทั้งตาที่บอดของโทเบส รวมทั้งมีหน้าที่ในการชิงตัว ซาราห์ น้องเขยของโทเบส กลับมาจากปีศาจ ซึ้งเป็นฆาตกรต่อเนื้องที่ฆ่าสามีของเธอด้วย ใครสนใจหามาอ่านได้ สนุกนะ)
พวกจูดีโอ้คริสต์ และ คริสต์นิกายใหม่ เปรียบราฟาเอล กับ สีเหลือง ทิศตะวันออก และธาตุอากาศ สัญลักษณ์แห่งการ "รักษา"ทั้งยังมีความหมายถึง Knight of Sword ในไพ่ทาร๊อตด้วย (เอกลักษ์เด่นของภาพวาดและรูปปั้นของราฟาเอลคือเป็นผู้ชายมีผมสีเทาหยิกยาว ถือไม้เท้า
การ์กอยล์
การ์กอยล์ (Gargoyle)
การ์กอยล์ อาศัยอยู่ตามโบสถ์ มหาวิหาร อาคารต่างๆของซีกโลกตะวันตก มหาวิหารดังๆที่โลกรู้จักกันก็มี มังกรการ์กอยล์ อาศัยอยู่ เช่น วิหารนอเตรอดาม แห่ง กรุงปารีส (Notre Dame de Paris)
มหาวิหารนอเตรอ-ดาม แห่ง ดิฌง (Notre Dame de Dijon) วิหารแห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน (Washington National Cathedral) นับว่าเจ้ารูปสลัก การ์กอยล์ เนี่ย เป็นประติมากรรมที่สวยงามชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว และก็ไม่ได้มีไว้ประดับประดาอาคารเพื่อความสวยงามเท่านั้น ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย นั่นคือ เป็นที่ระบายน้ำฝน ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า รูปสลักหน้าตาประหลาด ๆ เหล่านี้มักมีอากัปกิริยาแตกต่างกันไป แต่จะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ มีช่องทางให้ระบายน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของรูปสลักเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีรูปร่างพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง
มากล่าวถึงชื่อที่เรียกว่า การ์กอยล์ กันบ้าง สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ลา การ์กุยย์ (La Gargouille) ในภาษาฝรั่งเศส อันมีรากศัพท์มาจาก เกอร์กูลิโอ (Gurgulio) ในภาษาละติน หมายถึง คอ และ พ้องกับเสียงของน้ำที่ไหลผ่านรางน้ำฝนบนตัวอาคาร มีตำนานมากมายกล่าวถึงที่มาของชื่อ การ์กอยล์ หรือ ลา การ์กุยย์ นี้ แต่ตำนานเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ ตำนานอันเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่เล่าขานกันว่า ประมาณ ศตวรรษที่ 7 ณ หมู่บ้านรูออง (Rouen) ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส มีมังกรไฟตัวหนึ่งซึ่งมีนิสัยดุร้ายอาศัยอยู่ในถ้ำใกล้ริมแม่น้ำแซน (Seine) เจ้ามังกรตัวนี้ยื่นคำขาดให้ผู้คนในหมู่บ้านส่งหญิงพรหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปี มิฉะนั้นมันจะพ่นไฟให้ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ในกองเพลิงภายในพริบตา ด้วยความกลัว ชาวบ้านจึงจำต้องส่งหญิงสาวไปให้มันทุกปี หากปีใดไม่สามารถหาสาวบริสุทธ์ได้ก็จำต้องส่งนักโทษไปแทน แน่นอนว่าเจ้ามังกรตัวนี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง ดังนั้นมันจะมาบินวนรอบ ๆ หมู่บ้านพร้อมกับพ่นไฟและ ส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ อันเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกเจ้ามังกรตัวนี้ว่า ลา การ์กุยย์ ชาวบ้านรูอองต้องหวาดกลัวเจ้ามังกรพ่นไปตัวนี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่ง นักบวช แซงต์ รูมานีส์ (Saint Romanis) ได้มาเดินทางเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อได้รับรู้ชะตากรรมของชาวบ้าน ท่านก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อแม้ว่า หากท่านปราบมังกรตัวนี้ได้ ชาวบ้านจะต้องสร้างโบสถ์ให้ท่านหนึ่งหลัง ซึ่งชาวบ้านก็ตกลงรับเงื่อนไขนี้โดยดี (โบสถ์หนึ่งหลังแลกกับไปฆ่ามังกร คุ้มคับคุ้ม)
ท่านนักบวชได้เดินทางไปยังถ้ำมังกรโดยไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากไม้กางเขนและศรัทธาต่อ พระเจ้าเท่านั้น แต่กระนั้น ท่านก็สามารถสยบเจ้ามังกรร้ายตัวนี้ได้ และนำมันกลับมายังหมู่บ้าน ชาวบ้าน รูอองรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที หลังจากต้องหวาดกลัวมังกรร้ายมาตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่ามังกรไฟ ลา การ์กุยย์ นี้จะไม่สามารถกลับมาทำร้ายใครได้อีก ชาวบ้านจึงจับมังกรนี้มัดและเผามันทั้งเป็น แต่เนื่องจากเจ้า ลา การ์กุยย์ เป็นมังกรพ่นไฟ เพลิงจึงเผาผลาญทุกส่วนของมัน ยกเว้น หัวและคอ ซึ่งไม่ว่าใช้วิธีใดก็ไม่สามารถทำลายมันได้ ดังนั้น เมื่อชาวบ้านสร้างโบสถ์ให้นักบวช แซงต์ รูมานีส์ ตามสัญญา นักบวชเลยแนะนำให้เอาหัวมังกรไปประดับไว้กับตัวโบสถ์เพราะเจ้ามังกรตัวนี้มีอำนาจศักด์สิทธิ์ ดังนั้นมันจะสามารถขับไล่มิให้ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ เข้ามาใน ตัวโบสถ์ได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การนำเอารูปสลัก!หน้าตาประหลาดต่าง ๆ มาประดับโบสถ์วิหารก็กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในยุโรปและเมื่อชาวยุโรปได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ก็ได้นำประติมากรรมประหลาดนี้ไปด้วย ดังนั้น ตามวิหารหรืออาคารจำนวนไม่น้อยในสหรัฐอเมริกาจึงประดับด้วยรูปสลักการ์กอยล์นี้เช่นกัน
การ์กอยล์ อาศัยอยู่ตามโบสถ์ มหาวิหาร อาคารต่างๆของซีกโลกตะวันตก มหาวิหารดังๆที่โลกรู้จักกันก็มี มังกรการ์กอยล์ อาศัยอยู่ เช่น วิหารนอเตรอดาม แห่ง กรุงปารีส (Notre Dame de Paris)
มหาวิหารนอเตรอ-ดาม แห่ง ดิฌง (Notre Dame de Dijon) วิหารแห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน (Washington National Cathedral) นับว่าเจ้ารูปสลัก การ์กอยล์ เนี่ย เป็นประติมากรรมที่สวยงามชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว และก็ไม่ได้มีไว้ประดับประดาอาคารเพื่อความสวยงามเท่านั้น ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย นั่นคือ เป็นที่ระบายน้ำฝน ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า รูปสลักหน้าตาประหลาด ๆ เหล่านี้มักมีอากัปกิริยาแตกต่างกันไป แต่จะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ มีช่องทางให้ระบายน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของรูปสลักเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีรูปร่างพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง
มากล่าวถึงชื่อที่เรียกว่า การ์กอยล์ กันบ้าง สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ลา การ์กุยย์ (La Gargouille) ในภาษาฝรั่งเศส อันมีรากศัพท์มาจาก เกอร์กูลิโอ (Gurgulio) ในภาษาละติน หมายถึง คอ และ พ้องกับเสียงของน้ำที่ไหลผ่านรางน้ำฝนบนตัวอาคาร มีตำนานมากมายกล่าวถึงที่มาของชื่อ การ์กอยล์ หรือ ลา การ์กุยย์ นี้ แต่ตำนานเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ ตำนานอันเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่เล่าขานกันว่า ประมาณ ศตวรรษที่ 7 ณ หมู่บ้านรูออง (Rouen) ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส มีมังกรไฟตัวหนึ่งซึ่งมีนิสัยดุร้ายอาศัยอยู่ในถ้ำใกล้ริมแม่น้ำแซน (Seine) เจ้ามังกรตัวนี้ยื่นคำขาดให้ผู้คนในหมู่บ้านส่งหญิงพรหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปี มิฉะนั้นมันจะพ่นไฟให้ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ในกองเพลิงภายในพริบตา ด้วยความกลัว ชาวบ้านจึงจำต้องส่งหญิงสาวไปให้มันทุกปี หากปีใดไม่สามารถหาสาวบริสุทธ์ได้ก็จำต้องส่งนักโทษไปแทน แน่นอนว่าเจ้ามังกรตัวนี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง ดังนั้นมันจะมาบินวนรอบ ๆ หมู่บ้านพร้อมกับพ่นไฟและ ส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ อันเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกเจ้ามังกรตัวนี้ว่า ลา การ์กุยย์ ชาวบ้านรูอองต้องหวาดกลัวเจ้ามังกรพ่นไปตัวนี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่ง นักบวช แซงต์ รูมานีส์ (Saint Romanis) ได้มาเดินทางเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อได้รับรู้ชะตากรรมของชาวบ้าน ท่านก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อแม้ว่า หากท่านปราบมังกรตัวนี้ได้ ชาวบ้านจะต้องสร้างโบสถ์ให้ท่านหนึ่งหลัง ซึ่งชาวบ้านก็ตกลงรับเงื่อนไขนี้โดยดี (โบสถ์หนึ่งหลังแลกกับไปฆ่ามังกร คุ้มคับคุ้ม)
ท่านนักบวชได้เดินทางไปยังถ้ำมังกรโดยไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากไม้กางเขนและศรัทธาต่อ พระเจ้าเท่านั้น แต่กระนั้น ท่านก็สามารถสยบเจ้ามังกรร้ายตัวนี้ได้ และนำมันกลับมายังหมู่บ้าน ชาวบ้าน รูอองรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที หลังจากต้องหวาดกลัวมังกรร้ายมาตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่ามังกรไฟ ลา การ์กุยย์ นี้จะไม่สามารถกลับมาทำร้ายใครได้อีก ชาวบ้านจึงจับมังกรนี้มัดและเผามันทั้งเป็น แต่เนื่องจากเจ้า ลา การ์กุยย์ เป็นมังกรพ่นไฟ เพลิงจึงเผาผลาญทุกส่วนของมัน ยกเว้น หัวและคอ ซึ่งไม่ว่าใช้วิธีใดก็ไม่สามารถทำลายมันได้ ดังนั้น เมื่อชาวบ้านสร้างโบสถ์ให้นักบวช แซงต์ รูมานีส์ ตามสัญญา นักบวชเลยแนะนำให้เอาหัวมังกรไปประดับไว้กับตัวโบสถ์เพราะเจ้ามังกรตัวนี้มีอำนาจศักด์สิทธิ์ ดังนั้นมันจะสามารถขับไล่มิให้ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ เข้ามาใน ตัวโบสถ์ได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การนำเอารูปสลัก!หน้าตาประหลาดต่าง ๆ มาประดับโบสถ์วิหารก็กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในยุโรปและเมื่อชาวยุโรปได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ก็ได้นำประติมากรรมประหลาดนี้ไปด้วย ดังนั้น ตามวิหารหรืออาคารจำนวนไม่น้อยในสหรัฐอเมริกาจึงประดับด้วยรูปสลักการ์กอยล์นี้เช่นกัน
ฟินิกซ์
Pheonix เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายนก ปรากฏในตำนานของหลายๆชาติ ในลักษณะที่ คล้ายกันแต่แตกต่างกันในบางรายละเอียด ชื่อนี้ได้ระบุขึ้นในตำนานของพวกอียิปต์โบราณ ก่อนในฐานะของสัตว์เทพในตำนานซึ่งคู่ควรแก่การบูชา ยกย่อง เคารพ เกี่ยวข้องกับ เทพแห่งไฟ ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ขนนกของฟีนิกส์นั้นจะออกเป็นประกาย เหลืองทอง คล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยแปลวไฟ ทั้งตัวทีเดียว นกฟีนิกส์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่ง ความเป็น อมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ (จะไปคล้ายกับนกหงศ์หยก ของตำนานจีน ที่เชื่อว่าคู่กับมังกรไง อีกอย่างคือนกหงส์ หยกของจีนมีลักษณะ คล้ายนกฟีนิกส์มากจน คิดว่าน่าจะเป็นตัวเดียวกัน แต่แยกออกไป ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น) ขนาดของนกฟีนิกส์นี้จะมีขนาดเท่านกอินทรีย์ตัวโต จงอยปากและส่วนขาเป็นสีทอง ประกายขนสีแดงถึงเหลืองทอง มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีอายุเป็นอมตะ รูปร่างสวยสง่างาม บางครั้งหยิ่งผยอง บางครั้งเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร บางตำนานเล่าว่านกนี้สามารถ ฟื้นชีวิต ให้กับผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ ปกติได้ เนื่องจากเป็นสัตว์เวทย์ตัวหนึ่งภายใต้ เทพแห่งไฟ บางครั้งจะ พบว่าสามารถใช้มนตร์ไฟได้ ฟีนิกซ์มีชีวิตอยู่ได้ยาวนานมาก เพราะ มันสามารถฟื้นคืนชีพได้ เมื่อ ร่างกายสิ้น อายุขัย ตัวก็จะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ ์ ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้า มาเป็นลูกนก ใหม่ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน เพลงของ ฟีนิกซ์มีเวทย์มนต์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญ แห่งจิตใจ บริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดร้าย น้ำตาของนก ฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้
เทพฮาเดส (Hades)
ในตำนานกรีกโบราณเทพที่เทพผู้เป็นใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า โปเซดอน อีกองค์หนึ่งก็คือ ฮาเดส (หรือชาวโรมัน เรียกว่า พลูโต) แดนบาดาลหรือยมโลกและคนตายต่างก็อยู่ในความปกครองของเทพองค์นี้ทั้งหมด คำว่า"พลูโต"นี้มีความหมายว่า เทพแห่งทรัพย์ เพราะถือกันว่า นอกจากยมโลกแลัว ท้าวเธอฮาเดสยังครองมวลธาตุล้ำค่าใต้พื้นพิภพอีกด้วย บางทีจึงมีชือว่า ดีส (Dis) แปล ตรงตัวว่า ทรัพย์ (บางแห่งกล่าวว่า ฮาเดสครองยมโลกและคนตายเท่านั้น ส่วนเทพผู้ครองความตายนั้นมี อีกองค์หนึ่ง เรียกว่า แธนาทอส (Thanatos)ในภาษากรีก หรือ ออร์คัส (Orcus) ในภาษาลาตินเป็นคู่กันกับ ฮิปนอส (Hpnos) เทพประจำ ความหลับ) แม้ว่าเทพฮาเดสอยู่ในเหล่าเทพแห่งเขาโอลิมปัส แต่เธอก็ไม่ค่อยจะได้ออกจากยมโลก ขึ้นไปยังเขาโอลิมปัสเท่าไหร่นัก เธอ เองก็ไม่ใช่แขกที่ใครๆยินดีต้อนรับ เพราะแม้แต่เทพเจ้าด้วยกันเองยังกลัว เนื่องจาก เธอปราศจากความเวทนาสงสาร แต่กอปรด้วย ความยุติธรรม เธอมีหมวกวิเศษใบหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้สวมหายตัวได้
ภายในยมโลกนั้น ชาวกรีกในสมัยโบราณเชื่อว่า ดวงวิญญาณของคนทุกคุณ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะถูกพาไป รับคำพิพากษาของคณะเทพสุภาในยมโลก ซึ่งอยู่ในชั้นบาดาลใต้พื้นพิภพ เป็นอาณาจักรอยู่ในความปกครอง ของเทพฮาเดส การพาดวงวิญญาณคนตายลงไปยังบาดาลเป็นหน้าที่ของเฮอร์มิส เทพพนักงานสื่อสาร ของซูส ซึ่งตำแหน่งของยมโลกนี้ บ้างก็ว่าอยู่ใต้สถานที่เร้นลับของโลก บ้างก็ว่าทางลงอยู่ที่ขอบพิภพโดยข้าม มหาสมุทรไป ส่วนกวีในขั้นหลังๆจึงบอกว่าทางลงมีหลายทางนั้นเอง ซึ่งทางลงนั้นนำไปถึงแม่น้ำแห่งความ วิปโยค ชื่อว่า แอกเคอรอน (Acheron) แม่น้ำนี้ไหลไปสู่แม่น้ำอีกสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำแห่งความ กำสรวลชื่อ โคไซทัส (Cocytus) ตรงที่แม่น้ำทั้งสองสายนี้บรรจบกัน มีคนเรือจ้างแก่ ๆ คนหนึ่งชื่อว่า เครอน (Charon) คอยรับ วิญญาณข้ามฟากไปสู่ยังประตูแข็งแกร่งดังเหล็กเพชร ซึ่งเป็นทางเข้าตรุลึกลง ไปเรียกว่า ทาร์ทะรัส (Tartarus) ส่วนเขตชั้นนอกที่ผ่านมาแล้วเรียกว่า เออรีบัส (Erebus) เครอน จะรับลงเรือแต่เฉพาะดวงวิญญาณที่มีเงิน เบิกทางติดปากไปและได้ผ่านพิธีฝังเรียบร้อยแล้วเท่านั้น อันนี้เห็นจะเป็นเหตุของชาวกรีกสำหรับประเพณีเอา เงินใส่ปากคนตาย ฝัง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำตามๆกันอยู่หลายชาติ
ส่วนเขตชั้นนอกที่ผ่านมาแล้วเรียกว่า เออรีบัส (Erebus) เครอน จะรับลงเรือแต่เฉพาะดวงวิญญาณที่มีเงินเบิกทาง ติดปากไปและได้ผ่านพิธีฝังเรียบร้อยแล้วเท่านั้น อันนี้เห็นจะเป็นเหตุของชาวกรีกสำหรับประเพณีเอา เงินใส่ปากคนตายฝัง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำตามๆกันอยู่หลายชาติ
ที่หน้าประตูทางเข้าตรุทาร์ทะรัส มีสุนัขเฝ้าตัวหนึ่งเรียกว่า เซอร์บิรัส (Cerberus) มีหัวสามหัว หางเป็นหางมังกร มันจะยอมให้วิญญาณของคนทุกคนเข้าประตู แต่จะไม่ยอมให้กลับออกมาเป็นอันขาด เมื่อไปถึงประตูนี้ วิญญาณแต่ละดวงจะถูก พาไปรับคำพิพากษาของสามเทพสุภา คือ แรดดะแมนธัส ,ไมนอส และ อือคัส วิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกพิพากษาให้ต้องทน ทุกข์ทรมานอยู่ในตรุทาร์ทะรัสไปชั่วกัลป์ ส่วนวิญญาณที่ดีจะได้รับคำพิพากษาให้พาไปอยู่ยังทุ่งอีลิเซียน แดนสุขาวดีของกรีกที่ เคยกล่าวถึงมาแล้ว
นอกจากแม่น้ำแอกเคอรอนกับโคไซทัสที่เอ่ยถึง ยังมีแม่น้ำอื่นอีกสามสายคั่นบาดาลไว้ต่างหากจาก พิภพเบื้องบน สายหนึ่งมีชื่อว่า เฟลจีธอน (Phlegethon) เป็นแม่น้ำไฟ สายที่สองชื่อ สติกส์ ( Styx ) เป็นแม่น้ำสาบานของเทพทั้งปวง สายที่สามชื่อ ลีธี (Lethe) แม่น้ำแห่งความลืม หรือแม่น้ำล้างความทรง จำ สำหรับให้ดวงวิญญาณ ในตรุทาร์ทะรัสดื่มเพื่อล้างความจำในชาติก่อนให้หมด
อนึ่ง นอกจากคณะเทพสุภาแห่งยมโลก ยังมีคณะเทวีทัณฑกรอีกคณะหนึ่งประจำอยู่ในยมโลกเช่น กัน เรียกว่า อิรินนีอิส (Erinyes) ทำหน้าที่ลงทัณฑ์แก่ดวง วิญญาณของผู้ประพฤติผิดทำนองคลองธรรมใน มนุษย์โลก ในชั้นเดิมเทวีทัณฑกรคณะนี้มีหลายองค์แต่ในที่สุดมีเหลือที่กล่าวนามเพียงสาม คือ ไทสิโฟนี (Tisiphone) มีจีรา (Megaera)และ อเล็กโต (Alecto)แต่ละองค์มีรูปลักษณะดุร้ายน่ากลัว มีงูพัน เศียรยั้วเยี้ย ใครๆที่ทำบาปกรรมไว้ในโลกมนุษย์ จะหนีทัณฑกรรมที่เทวีทั้งสามพึง ลงเอาไม่พ้นไปได้เลย คำ อังกฤษเรียกเทวีทั้งสามนี้โดยรวมๆกันไปว่า The Furies
เนื่องด้วยอุปนิสัยของเทพฮาเดส จ้าวแดนบาดาล ออกจะเย็นชาแข็งกร้าว ปราศจากความเวทนาสงสารให้แก่ผู้ใด แต่เต็มไปด้วยความยุติธรรมทุกขณะ เช่นนี้ จึง เป็นเหตุให้ ท้าวเธอยากจะหาสตรีมาเป็นชายาครองบัลลังก์ปรโลกคู่กันได้เลย ดังนั้น เมื่อท้าวเธอเสด็จขึ้นมาบนพื้นพิภพในวันหนึ่ง และประสบพบพานโฉมงามนาม เพอร์เซโฟนี (Persephone) ธิดาองค์เดียวของเจ้าแม่โพสพเทวี ดีมีเตอร์ เข้าให้ ฮาเดสลืมเลือนไปหมดสิ้นว่า อนงค์นางนี้ที่แท้จริงคือหลานในไส้ของตน เพราะว่า ดีมิเตอร์เทวีเป็นน้องนางของพระองค์นั่นเอง จ้าวแห่งแดนบาดาลจึงไม่รอช้า ฉุดคร่าเอาตัวเพอร์เซโฟนีลงไปสู่ดินแดนใต้พิภพ เพื่อครองคู่เป็นราชินีปรโลกด้วยความมิเต็ม ใจของนาง
ครั้นเมื่อซูสเทพบดีทรงตัดสินความให้เทพฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีคืนแก่พระมารดา ฮาเดสก็ใช้เล่ห์ เพทุบายลวงให้นางต้องมาหาท้าวเธอปึละ 3 เดือนทุกปีไป ดังนั้นในปึหนึ่ง ๆ ฮาเสจึงเป็นเทพพ่อม่ายอยู่ถึง 9 เดือน มี เวลาได้ร่วมเขนยกับมิ่งมเหสีเพียงปีละ 3 เดือน เท่านั้น
แต่ทั้งที่ต้องประทับอยู่อย่างเดียวดายนานถึงปึละ 9 เดือน เทพฮาเดสก็พิสูจน์องค์เองว่าเป็นสวามีที่ซื่อสัตย์พอสมควร ตลอดเรื่องราวประวัติของท้าวเธอ ปรากฏว่าฮาเดสมีเรื่องนอกใจชายาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งได้แก่ ทรงหลงเสน่ห์ความน่ารักของนางอัปสรนามว่า มินธี (Minthe) แต่ทว่าความรักนี้มิยั่งยืน ด้วยเหตุที่พระแม่ยายดีมิเตอร์เทวีทรงร้ายเหลือ ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบหน้าฮาเดสเท่าใดนัก แต่เมื่อท้าวเธอทำท่าจะนอกใจ ธิดาของตนเข้าให้ เจ้าแม่ก็พิโรธโกรธเกรี้ยวจนกระทั่งไล่กระทืบมินธีนางอัปสรผู้น่าสงสารตายคาบาทของเจ้าแม่ จ้าว แดนบาดาลเวทนาสงสารนางอัปสรน้อยนั้น จึงเปลึ่ยนร่างของนางให้กลายเป็นพืชชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม และได้กลายเป็น พืชประจำพระองค์ตลอดมา
ส่วนการนอกใจครั้งที่สองนั้นได้แก่ ทรงรักชอบพอกับนาง เลอซี (Leuce) ธิดาของอุทกเทพโอซียานุส แต่นางเลอซีมีบุญน้อย เพราะป่วยตายเสียก่อนที่จะตายด้วยมือของเจ้าแม่ดีมิเตอร์หรือเพอร์เซโฟนีเทวี หลังจากที่นาง ตายไปแล้วก็กลายร่างเป็นต้นพ็อปลาร์ขาว ซึ่งกลายเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในการทำพิธีการลึกลับ ณ เมืองอีเลอซีส แต่ไม้ใหญ่ อันเป็นพฤกษชาติประจำองค์ของเทพฮาเดสนั้นกลับเป็นต้นสนเศร้า (Cypress) ส่วนดอกไม้ที่กำเนิดจากมินธีแล้ว ยังได้แก่ดอกขาวบริสุทธิ์ของนาร์ซิสซัส
ผู้คนในสมัยโบราณจะถวายสักการะแด่เทพฮาเดสด้วยแกะดำ ทำให้กลายเป็นพิธีกรรมที่เร้นลับสืบมาที่จะบูชา ยัญแด่เทพแห่งมรณะหรือเทพแห่งความชั่วร้ายอื่น ๆ ด้วยแพะหรือแกะสีดำเช่นเดียวกัน
ภายในยมโลกนั้น ชาวกรีกในสมัยโบราณเชื่อว่า ดวงวิญญาณของคนทุกคุณ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจะถูกพาไป รับคำพิพากษาของคณะเทพสุภาในยมโลก ซึ่งอยู่ในชั้นบาดาลใต้พื้นพิภพ เป็นอาณาจักรอยู่ในความปกครอง ของเทพฮาเดส การพาดวงวิญญาณคนตายลงไปยังบาดาลเป็นหน้าที่ของเฮอร์มิส เทพพนักงานสื่อสาร ของซูส ซึ่งตำแหน่งของยมโลกนี้ บ้างก็ว่าอยู่ใต้สถานที่เร้นลับของโลก บ้างก็ว่าทางลงอยู่ที่ขอบพิภพโดยข้าม มหาสมุทรไป ส่วนกวีในขั้นหลังๆจึงบอกว่าทางลงมีหลายทางนั้นเอง ซึ่งทางลงนั้นนำไปถึงแม่น้ำแห่งความ วิปโยค ชื่อว่า แอกเคอรอน (Acheron) แม่น้ำนี้ไหลไปสู่แม่น้ำอีกสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำแห่งความ กำสรวลชื่อ โคไซทัส (Cocytus) ตรงที่แม่น้ำทั้งสองสายนี้บรรจบกัน มีคนเรือจ้างแก่ ๆ คนหนึ่งชื่อว่า เครอน (Charon) คอยรับ วิญญาณข้ามฟากไปสู่ยังประตูแข็งแกร่งดังเหล็กเพชร ซึ่งเป็นทางเข้าตรุลึกลง ไปเรียกว่า ทาร์ทะรัส (Tartarus) ส่วนเขตชั้นนอกที่ผ่านมาแล้วเรียกว่า เออรีบัส (Erebus) เครอน จะรับลงเรือแต่เฉพาะดวงวิญญาณที่มีเงิน เบิกทางติดปากไปและได้ผ่านพิธีฝังเรียบร้อยแล้วเท่านั้น อันนี้เห็นจะเป็นเหตุของชาวกรีกสำหรับประเพณีเอา เงินใส่ปากคนตาย ฝัง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำตามๆกันอยู่หลายชาติ
ส่วนเขตชั้นนอกที่ผ่านมาแล้วเรียกว่า เออรีบัส (Erebus) เครอน จะรับลงเรือแต่เฉพาะดวงวิญญาณที่มีเงินเบิกทาง ติดปากไปและได้ผ่านพิธีฝังเรียบร้อยแล้วเท่านั้น อันนี้เห็นจะเป็นเหตุของชาวกรีกสำหรับประเพณีเอา เงินใส่ปากคนตายฝัง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำตามๆกันอยู่หลายชาติ
ที่หน้าประตูทางเข้าตรุทาร์ทะรัส มีสุนัขเฝ้าตัวหนึ่งเรียกว่า เซอร์บิรัส (Cerberus) มีหัวสามหัว หางเป็นหางมังกร มันจะยอมให้วิญญาณของคนทุกคนเข้าประตู แต่จะไม่ยอมให้กลับออกมาเป็นอันขาด เมื่อไปถึงประตูนี้ วิญญาณแต่ละดวงจะถูก พาไปรับคำพิพากษาของสามเทพสุภา คือ แรดดะแมนธัส ,ไมนอส และ อือคัส วิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกพิพากษาให้ต้องทน ทุกข์ทรมานอยู่ในตรุทาร์ทะรัสไปชั่วกัลป์ ส่วนวิญญาณที่ดีจะได้รับคำพิพากษาให้พาไปอยู่ยังทุ่งอีลิเซียน แดนสุขาวดีของกรีกที่ เคยกล่าวถึงมาแล้ว
นอกจากแม่น้ำแอกเคอรอนกับโคไซทัสที่เอ่ยถึง ยังมีแม่น้ำอื่นอีกสามสายคั่นบาดาลไว้ต่างหากจาก พิภพเบื้องบน สายหนึ่งมีชื่อว่า เฟลจีธอน (Phlegethon) เป็นแม่น้ำไฟ สายที่สองชื่อ สติกส์ ( Styx ) เป็นแม่น้ำสาบานของเทพทั้งปวง สายที่สามชื่อ ลีธี (Lethe) แม่น้ำแห่งความลืม หรือแม่น้ำล้างความทรง จำ สำหรับให้ดวงวิญญาณ ในตรุทาร์ทะรัสดื่มเพื่อล้างความจำในชาติก่อนให้หมด
อนึ่ง นอกจากคณะเทพสุภาแห่งยมโลก ยังมีคณะเทวีทัณฑกรอีกคณะหนึ่งประจำอยู่ในยมโลกเช่น กัน เรียกว่า อิรินนีอิส (Erinyes) ทำหน้าที่ลงทัณฑ์แก่ดวง วิญญาณของผู้ประพฤติผิดทำนองคลองธรรมใน มนุษย์โลก ในชั้นเดิมเทวีทัณฑกรคณะนี้มีหลายองค์แต่ในที่สุดมีเหลือที่กล่าวนามเพียงสาม คือ ไทสิโฟนี (Tisiphone) มีจีรา (Megaera)และ อเล็กโต (Alecto)แต่ละองค์มีรูปลักษณะดุร้ายน่ากลัว มีงูพัน เศียรยั้วเยี้ย ใครๆที่ทำบาปกรรมไว้ในโลกมนุษย์ จะหนีทัณฑกรรมที่เทวีทั้งสามพึง ลงเอาไม่พ้นไปได้เลย คำ อังกฤษเรียกเทวีทั้งสามนี้โดยรวมๆกันไปว่า The Furies
เนื่องด้วยอุปนิสัยของเทพฮาเดส จ้าวแดนบาดาล ออกจะเย็นชาแข็งกร้าว ปราศจากความเวทนาสงสารให้แก่ผู้ใด แต่เต็มไปด้วยความยุติธรรมทุกขณะ เช่นนี้ จึง เป็นเหตุให้ ท้าวเธอยากจะหาสตรีมาเป็นชายาครองบัลลังก์ปรโลกคู่กันได้เลย ดังนั้น เมื่อท้าวเธอเสด็จขึ้นมาบนพื้นพิภพในวันหนึ่ง และประสบพบพานโฉมงามนาม เพอร์เซโฟนี (Persephone) ธิดาองค์เดียวของเจ้าแม่โพสพเทวี ดีมีเตอร์ เข้าให้ ฮาเดสลืมเลือนไปหมดสิ้นว่า อนงค์นางนี้ที่แท้จริงคือหลานในไส้ของตน เพราะว่า ดีมิเตอร์เทวีเป็นน้องนางของพระองค์นั่นเอง จ้าวแห่งแดนบาดาลจึงไม่รอช้า ฉุดคร่าเอาตัวเพอร์เซโฟนีลงไปสู่ดินแดนใต้พิภพ เพื่อครองคู่เป็นราชินีปรโลกด้วยความมิเต็ม ใจของนาง
ครั้นเมื่อซูสเทพบดีทรงตัดสินความให้เทพฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีคืนแก่พระมารดา ฮาเดสก็ใช้เล่ห์ เพทุบายลวงให้นางต้องมาหาท้าวเธอปึละ 3 เดือนทุกปีไป ดังนั้นในปึหนึ่ง ๆ ฮาเสจึงเป็นเทพพ่อม่ายอยู่ถึง 9 เดือน มี เวลาได้ร่วมเขนยกับมิ่งมเหสีเพียงปีละ 3 เดือน เท่านั้น
แต่ทั้งที่ต้องประทับอยู่อย่างเดียวดายนานถึงปึละ 9 เดือน เทพฮาเดสก็พิสูจน์องค์เองว่าเป็นสวามีที่ซื่อสัตย์พอสมควร ตลอดเรื่องราวประวัติของท้าวเธอ ปรากฏว่าฮาเดสมีเรื่องนอกใจชายาเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งได้แก่ ทรงหลงเสน่ห์ความน่ารักของนางอัปสรนามว่า มินธี (Minthe) แต่ทว่าความรักนี้มิยั่งยืน ด้วยเหตุที่พระแม่ยายดีมิเตอร์เทวีทรงร้ายเหลือ ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบหน้าฮาเดสเท่าใดนัก แต่เมื่อท้าวเธอทำท่าจะนอกใจ ธิดาของตนเข้าให้ เจ้าแม่ก็พิโรธโกรธเกรี้ยวจนกระทั่งไล่กระทืบมินธีนางอัปสรผู้น่าสงสารตายคาบาทของเจ้าแม่ จ้าว แดนบาดาลเวทนาสงสารนางอัปสรน้อยนั้น จึงเปลึ่ยนร่างของนางให้กลายเป็นพืชชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม และได้กลายเป็น พืชประจำพระองค์ตลอดมา
ส่วนการนอกใจครั้งที่สองนั้นได้แก่ ทรงรักชอบพอกับนาง เลอซี (Leuce) ธิดาของอุทกเทพโอซียานุส แต่นางเลอซีมีบุญน้อย เพราะป่วยตายเสียก่อนที่จะตายด้วยมือของเจ้าแม่ดีมิเตอร์หรือเพอร์เซโฟนีเทวี หลังจากที่นาง ตายไปแล้วก็กลายร่างเป็นต้นพ็อปลาร์ขาว ซึ่งกลายเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในการทำพิธีการลึกลับ ณ เมืองอีเลอซีส แต่ไม้ใหญ่ อันเป็นพฤกษชาติประจำองค์ของเทพฮาเดสนั้นกลับเป็นต้นสนเศร้า (Cypress) ส่วนดอกไม้ที่กำเนิดจากมินธีแล้ว ยังได้แก่ดอกขาวบริสุทธิ์ของนาร์ซิสซัส
ผู้คนในสมัยโบราณจะถวายสักการะแด่เทพฮาเดสด้วยแกะดำ ทำให้กลายเป็นพิธีกรรมที่เร้นลับสืบมาที่จะบูชา ยัญแด่เทพแห่งมรณะหรือเทพแห่งความชั่วร้ายอื่น ๆ ด้วยแพะหรือแกะสีดำเช่นเดียวกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ผู้ติดตาม
คลังบทความของบล็อก
-
▼
2011
(8)
- ▼ กุมภาพันธ์ (5)
-
►
2010
(72)
- ► กุมภาพันธ์ (6)


