วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day)



วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เมื่อประเพณีความรักแบบช่างเอาใจ (courtly love) แผ่ขยาย
ประวัติ

วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย
และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์
การส่งดอกไม้วันวาเลนไทน์
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลายรูปแบบ ไม่จำกัดเพศ  * กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ"  * กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์  * กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน  * กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน
การมอบช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์
ปัจจุบัน ปริมาณช็อกโกแลตมากกว่าครึ่งที่ขายได้ในหนึ่งปีในเทศกาลวาเลนไทน์ในประเทศ ญี่ปุ่นนั้น ผู้หญิงไม่ได้ให้ช็อกโกแลตเป็นของขวัญเฉพาะแก่ผู้ชายที่เธอรักเท่านั้น พวกเธอยังซื้อช็อกโกแลตให้เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เพื่อนผู้ชาย พี่น้องผู้ชาย หรือกระทั้งพ่อ เพื่อไม่ให้ผู้ชายเหล่านั้นรู้สึกเสียหน้าที่ไม่มีใครให้ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่ผู้หญิงให้ผู้ชายที่เธอไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรด้วยจะเรียกว่า "Giri-choco" หรือช็อกโกแลตที่ให้ตามมารยาทหรือหน้าที่ ดั้งนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ในช่วงเทศกาลผู้หญิงญี่ปุ่นจะหอบเอาช็อกโกแลต 20-30 กล่องมาแจกจ่ายให้ผู้ชายทั่วสำนักงานรวมไปถึงผู้ชายที่ติดต่อกันเป็นประจำ ด้วยราคาของช็อกโกแลตชนิดนี้โดยเฉลี่ยคือตั้งแต่ 100-200 เยนต่ออัน สำหรับผู้ชายที่เธอรัก พวกเธฮจะให้ช็อกโกแลตพร้อมกับของขวัญพิเศษอื่นๆ เช่น เนคไท เสื้อผ้า ช็อกโกแลตที่มอบให้ผู้ชายที่เธอชอบอย่างจริงจังนั้นเรียกว่า "honmei-choco" ซึ่งมีราคาแพงกว่า " Giri- choco" และบางครั้งเป็นช็อกโกแลตแบบโฮมเมด ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีร้านค้าที่บริการจัดส่งช็อกโกแลตให้กับลูกค้าและคนพิเศษในโอกาสและเทศกาลต่างๆรวมไปถึงเทศกาลวาเลนไทน์ ด้วยบริการไปรษณีย์ EMS ซึ่งจะบรรจุลงกล่องโฟมพร้อมเจลน้ำแข็งสำหรับรักษาอุณหภูมิ เช่นร้าน โฮมช็อกโกแลต ( Home Chocolate ) เป็นต้น

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน

วันแรกของปีใหม่


เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง

ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่

เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า

เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หก

ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ด

ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด

ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า

จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง

เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่

ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้า

วันที่สิบห้า

งานฉลองโคมไฟ

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล


ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่

หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่

คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การแต่งกายและความสะอาด

ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ

สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก

ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ

ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี

ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน

การไหว้เจ้า

การไหว้เจ้า เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่และไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง คือ
ไหว้ครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 คือ ตรุษจีน เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”

ไหว้ครั้งที่สอง ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย”

ไหว้ครั้งที่สาม ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า “ไหว้เช็งเม้ง” เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย

ไหว้ครั้งที่สี่ ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย” เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง

ไหว้ครั้งที่ห้า ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีนเรียกว่า “ตงง้วงโจ่ย”

ไหว้ครั้งที่หก ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า “ตงชิวโจ่ย” ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์

ไหว้ครั้งที่เจ็ด ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า “ไหว้ตังโจ่ย”

ไหว้ครั้งที่แปด ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ “ก๊วยนี้โจ่ย”


ประเพณีการไหว้เจ้าทั้ง 8 ครั้งนี้ มีคำจีนเฉพาะเรียกว่า “โป๊ยโจ่ย” โป๊ย คือ 8 โจ่ย แปลว่า เทศกาล โป๊ยโจ่ย จึงหมายความว่า การไหว้เจ้า 8 เทศกาล ซึ่งนอกจากการไหว้เจ้า 8 เทศกาลนี้แล้ว บางบ้านอาจมีวันไหว้พิเศษกับเจ้าบางองค์ที่นับถือศรัทธา คือ

ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เช่น การไหว้วันเกิดเทพยดาฟ้าดิน เรียกว่า “ทีกงแซ” หรือ “ทีตี่แซ” ก็ได้ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1 ของจีน

ไหว้อาเนี้ยแซ คือ ไหว้วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 เดือน 2, วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9

ไหว้แป๊ะกงแซ ตรงกับวันที่ 14 เดือน 3

ไหว้เทพยดาผืนดิน คือ ไหว้โท้วตี่ซิ้ง ตรงกับวันที่ 29 เดือน 3

ไหว้อาพั้ว “อาพั้ว” คือ พ่อซื้อแม่ซื้อผู้คุ้มครองเด็ก วันเกิดอาพั้ว หรือ “อาพั้วแซ” ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี

ไหว้เจ้าเตา ไหว้วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่า “ไหว้เจ๊าซิ้ง”

การไหว้เจ้าพิเศษนี้ แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละบ้านและแล้วแต่ความจำเป็น เช่น ถ้าที่บ้านไม่มีเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องไปไหว้อาพั้ว หรือถ้าที่บ้านไม่ได้ทำนาทำไร่ก็ไม่มีที่ และไม่มีความจำเป็นต้องไหว้โท้วตี่วิ้ง หรือเทพยดาผืนดิน

เมื่อพูดถึงการไหว้เจ้า จะหมายถึงการไหว้เจ้าที่กับไหว้บรรพบุรุษ เครื่องเซ่นสำหรับไหว้เจ้าที่จะจัดเป็น 1 ชุด เครื่องเซ่นสำหรับบรรพบุรุษจะจัดเป็นอีกชุดต่างหาก การไหว้จะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้เจ้าที่ก่อน พอสายหน่อยจึงจะตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งของไหว้จะมีของคาว ของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม โดยมีกับข้าวคาวเพิ่มเข้ามาสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าต้องให้มีของน้ำ 1 อย่าง เช่น แกงจืด
การจัดของไหว้
ถ้าจัดใหญ่ นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวแซ” ประกอบด้วย หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นแพงและหาไม่ง่าย จึงนิยมไหว้เป็ดหรือปลาหมึกแห้งแทน ของหวาน 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวก้วย”

ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง มีของคาว 3 อย่างเรียกว่า “ซาแซ” ของหวาน 3 อย่าง เรียกว่า “ซาเปี้ย” ผลไม้ 3 อย่าง เรียกว่า “ซาก้วย” หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้


ผลไม้ที่ใช้ไหว้ จะนิยมเลือกชนิดที่มีอะไรที่เป็นมงคลอยู่ในตัว
ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี

องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม

สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา

กล้วย มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล

ที่ในกระถางธูปที่ใช้ไหว้เจ้า บางคนนิยมใส่ “โหงวจี้” สำหรับปักธูป ประกอบด้วย เมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์) โดยถือว่าเมล็ดทั้งห้า คือบ่อเกิดของการเจริญเติบโตอุปมาอุปไมยให้การไหว้เจ้านี้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง
แต่การใช้โหงวจี้ปักธูป มีข้อจำกัดว่าใช้ได้แต่ในบ้าน ถ้าเป็นการไหว้นอกบ้าน ต้องใช้ข้าวสารหรือทราย มิฉะนั้นเชื้อแป้งเมื่อถูกความชื้น เช่น ฝนหรือน้ำค้าง จะทำให้แข็งตัวแล้วปักธูปไม่ลง
เมื่อไหว้เจ้าเสร็จก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเป็นการปิดท้ายรายการ

ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน

ประวัติของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่ มาถึงตอนนี้ ถ้าไม่ถูกลืมก็ถูกยัดลงกล่องใส่ตู้ปิดตายและแปะหน้าตู้ว่าไม่แน่ เอาไว้ทำปีหน้าแล้วกันอย่างไรก็ดี ความหวังก็คงยังไม่สูญไปทั้งหมดเพราะโอกาสที่สองกำลังมาถึงแล้ว กับการฉลองวันปีใหม่จีนหรือที่เรารู้จักกันว่า ตรุษจีนในวันที่ 29 มกราคม 2549 นี้ นั้นเอง
ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น
วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง
เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน
ตำนานวันตรุษจีน
ตรุษจีน เป็นวันสำคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า “กว้อชุนเจี๋ย” หรือ “กว้อเหนียน” เล่ากันว่าในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า “เหนียน” มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย


ต่อมาพบว่า เหนียน มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกัน เมื่อ เหนียน ได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป เมื่อ เหนียน ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้น ทำให้ เหนียน ตกใจและเผ่นหนีไปอีก เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้ เหนียน ต้องเผ่นหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่า เหนียน จะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดัง และไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัด เหนียน ได้โดยไม่ยากนัก


เมื่อวันส่งท้ายตรุษจีนเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เหนียน มาถึงในตอนเย็น เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน


ต่อมา วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่ความสุขที่เรียกกันว่า "ตรุษจีน"

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

แมรีแห่งเท็ค สมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร


เจ้าหญิงแมรีแห่งเท็ค (Princess Mary of Teck) (วิกตอเรีย แมรี ออกัสตา หลุยส์ โอลกา พอลีน คลอดีน แอ็กเนส; 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2410 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2496) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดียและพระราชินีแห่งไอร์แลนด์อีกด้วย ก่อนการเสวยราชย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นดัชเชสแห่งยอร์ค ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าหญิงแห่งเวลส์ มาอย่างต่อเนื่องกัน ตามพระราชสิทธิของพระองค์เอง ทรงมีพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเท็ค ในชั้น Serene Highness ในราชอาณาจักรเวือร์ทเท็มแบร์ก พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักว่า "เมย์" อย่างไม่เป็นทางการในหมู่พระประยูรญาติ ซึ่งมาจากเดือนประสูติ


หกสัปดาห์ภายหลังจากการหมั้นหมายกับเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ เจ้าชายสิ้นพระชนม์ด้วยโรคปวดบวม ในปีต่อมาเจ้าหญิงแมรีทรงหมั้นหมายกับรัชทายาทพระองค์ใหม่ พระอนุชาในเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ คือ เจ้าชายจอร์จ ในฐานะสมเด็จพระราชินีมเหสีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 พระองค์ทรงสนับสนุนพระราชสวามีตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลงทางการครั้งใหญ่ที่เกิดมาจากผลกระทบหลังสงครามและการอุบัติขึ้นของลัทธิสังคมนิยมและชาตินิยม หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 พระราชสวามีเมื่อปี พ.ศ. 2479 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระโอรสองค์โตได้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี-จักรพรรดิ แต่กลับสร้างความผิดหวังให้กับพระองค์ด้วยการสละราชสมบัติในปีเดียวกันเพื่ออภิเษกกับนางวอลลิส ซิมป์สัน สาวสังคมชาวอเมริกันที่หย่าร้างมาแล้วสองครั้ง พระองค์ทรงสนับสนุนเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งทรงสืบต่อราชบัลลังก์อังกฤษเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2495 พระองค์ก็เสด็จสวรรคตในปีต่อมา

ในช่วงเวลาของพระองค์ สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงเป็นที่รู้จักถึงการกำหนดลีลาให้พระราชวงศ์อังกฤษดำเนินไป ในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างของความเป็นระเบียบทางการและขนบธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในงานพระราชพิธีต่างๆ พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีพระองค์ที่ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของทายาทของพระองค์ นอกจากนั้นพระองค์ที่ยังทรงเป็นที่รู้จักถึงการประดับเพชรพลอยในงานพิธีทางการต่างๆ ทรงทิ้งชุดเครื่องเพชรต่างๆ ซึ่งถือว่าหาราคามิได้ในขณะนี้เอาไว้
พระชนม์ชีพในวัยเยาว์


เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี ("เมย์") แห่งเท็คประสูติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2410 ณ พระราชวังเคนซิงตัน กรุงลอนดอน พระชนกคือ เจ้าชายฟรานซิส ดยุคแห่งเท็ค พระโอรสในดยุคอเล็กซานเดอร์แห่งเวือร์ทเท็มแบร์ก ซึ่งประสูติกับพระชายาจากการอภิเษกสมรสต่างฐานันดรศักดิ์ (morganatic) คือ เคานท์เตส คลอดีน เรดีย์ ฟอน คิส-เรเดอ (ได้รับการสถาปนาเป็น เค้านท์เตสแห่งโฮเอ็นชไตน์ในจักรวรรดิออสเตรีย) ส่วนพระชนนีคือ เจ้าหญิงแมรี อเดเลดแห่งแคมบริดจ์ พระธิดาพระองค์ที่สามและพระองค์เล็กในเจ้าชายอดอลฟัส ดยุคแห่งแคมบริดจ์ และ เจ้าหญิงออกัสตาแห่งเฮสส์-คาสเซิล เจ้าหญิงทรงเข้าพิธีรับศีลจุ่มเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2410 ณ โบสถ์หลวง พระราชวังเคนซิงตัน จากชาร์ลส์ โธมัส ลองเลย์ อัครมหาสังฆราชแห่งแคนเทอเบอรี่ โดยได้ทรงมีพ่อและแม่ทูนหัวคือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย เจ้าชายแห่งเวลส์ (สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และ พระสัสสุระของเจ้าหญิงเมย์) แกรนด์ดัชเชสแห่งเม็คเล็นบูร์ก-สเตรลิตซ์ และ ดัชเชสแห่งแคมบริดจ์

แม้พระชนนีของพระองค์จะทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แต่เจ้าหญิงเมย์ทรงเป็นเพียงเชื้อพระราชวงศ์ชั้นรองของพระราชวงศ์อังกฤษ ดยุคแห่งเท็ค พระชนกของพระองค์ทรงเป็นพระโอรสจากการอภิเษกสมรสต่างฐานันดรศักดิ์ มิทรงมีสิทธิในมรดกหรือทรัพย์สินใดๆ ทั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศชั้นเล็กอย่าง Serene Highness อย่างไรก็ตาม ดัชเชสแห่งเท็คทรงได้รับเบี้ยหวัดประจำปีจากรัฐสภาจำนวนห้าพันปอนด์ อีกทั้งยังทรงได้รับอีกสี่พันปอนด์ต่อปีจากดัชเชสแห่งแคมบริดจ์ พระชนนีอีกด้วย แม้กระนั้นครอบครัวยังคงมีหนี้สินมากและถูกบังคับให้อาศัยอยู่ต่างแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 เพื่อประหยัดการใช้จ่าย ครอบครัวเท็คได้เดินทางท่องไปทั่วทวีปยุโรป เพื่อเยี่ยมเยี่ยนพระประยูรญาติและพำนักอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีในช่วงระยะหนึ่ง เจ้าหญิงเมย์ได้ทรงเพลิดเพลินกับการเสด็จยังสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ โบสถ์วิหาร และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2428 ครอบครัวเท็คกลับมายังกรุงลอนดอนและได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตำหนักขาว ในราชอุทยานริชมอนด์เป็นที่พักอาศัย เจ้าหญิงเมย์ทรงสนิทสนมกับพระชนนีและทรงทำหน้าที่เป็นเลขนุการอย่างไม่เป็นการ โดยทรงช่วยเหลือในการจัดเลี้ยงสังสรรค์และงานสังคมต่างๆ นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงสนิทสนมกับแกรนด์ดัชเชสแห่งเม็คเล็นบูร์ก-สเตรลิตซ์ (พระอิสริยยศเดิม เจ้าหญิงออกัสตาแห่งแคมบริดจ์) พระมาตุจฉาและเขียนพระหัตถเลขาถึงพระองค์ทุกสัปดาห์มิเคยขาด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เจ้าหญิงมกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดนทรงช่วยเหลือในการส่งจดหมายจากเจ้าหญิงเมย์ถึงพระมาตุจฉา ซึ่งประทับอยู่ในดินแดนของฝ่ายศัตรูในประเทศเยอรมนี จนกระทั่งถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ในปลายปี พ.ศ. 2459


หมั้นหมายและอภิเษกสมรส

ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ ("เมย์") ได้ทรงหมั้นหมายกับพระญาติชั้นที่สองคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ พระโอรสองค์ใหญ่ในเจ้าชายแห่งเวลส์ พระองค์ทรงได้รับเลือกให้เป็นเจ้าสาวของดยุค เนื่องจากความโปรดปรานในตัวเจ้าหญิงของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นหลัก รวมทั้งบุคลิกที่เข็มแข็งและการรู้ถึงหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ดยุคแห่งคลาเรนซ์ได้สิ้นพระชนม์อีกหกสัปดาห์ต่อมาในโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งแพร่ระบาดทั่วประเทศอังกฤษในช่วงฤดูหนาวปี พ.ศ. 2434 - 35

ถึงแม้จะเป็นความล้มเหลว สมเด็จพระราชินีนาถก็ยังคงโปรดเจ้าหญิงเมย์ในฐานะผู้ได้รับเลือกอันเหมาะสมที่จะอภิเษกสมรสกับพระมหากษัตริย์ในอนาคต และ เจ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งยอร์ค พระอนุชาในเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ซึ่งตอนนี้ทรงเป็นรัชทายาทในราชบัลลังก์ทรงใกล้ชิดกับเจ้าหญิงเมย์ระหว่างช่วงเวลาของการไว้อาลัยร่วมกันของทั้งสองพระองค์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2436 เจ้าชายจอร์จทรงขออภิเษกในเวลาอันควรและเจ้าหญิงเมย์ก็ทรงตกลง การอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์นับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง เจ้าหญิงเมย์และเจ้าชายจอร์จทรงรักกันอย่างลึกซึ้งในเวลาไม่นาน เจ้าชายจอร์จไม่ทรงมีสนมลับเลย (เป็นระดับของความซื่อสัตย์ที่ไม่ธรรมดาในยุคนั้น) และทรงเขียนพระหัตถเลขาถึงเจ้าหญิงเมย์อยู่เกือบจะทุกวัน
การอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ณ โบสถ์หลวง พระราชวังเซนต์เจมส์ ในกรุงลอนดอน และทรงมีพระโอรสและธิดา 6 พระองค์คือ


สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (เอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ต คริสเตียน จอร์จ แอนดรูว์ แพทริค เดวิด; 23 มิถุนายน พ.ศ. 2437 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2515)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งคอร์นวอลล์ เอิร์ลแห่งแคร์ริค บารอนเรนฟรูว์ ลอร์ดแห่งไอเอิลส์ เจ้าชายและจอมทัพแห่งสกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 หลังจากการเสวยราชสมบัติของพระชนก

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายแห่งเวลส์ และเอิร์ลแห่งเชสเตอร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2453

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบรมราชชนก เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2479 และสละราชสมบัติแก่พระอนุชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2479

ทรงดำรงพระอิสริยยศ ดยุคแห่งวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2480 ภายหลังจากการสละราชสมบัติ

ทรงอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2480 ณ ปราสาทกงเด ประเทศฝรั่งเศส กับ เบสซี วอลลิส วอร์ฟิลด์ (19 มิถุนายน พ.ศ. 2439 - 24 เมษายน พ.ศ. 2529) หรือ นางวอลลิส ซิมป์สัน ภรรยาม่ายของนายเออร์เนส อัลดริช ซิมป์สัน สามีคนที่สอง และเป็น ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ หลังจากการสมรส

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (อัลเบิร์ต เฟรเดอริค อาร์เธอร์ จอร์จ; 14 ธันวาคม พ.ศ. 2438 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งยอร์ค เอิร์ลแห่งอินเวอร์เนส และบารอนคิลลาร์เนย์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2463

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2479

ทรงอภิเษกสมรสกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2466 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เลดี้ เอลิซาเบธ แองเจลา มาร์เกอริต โบวส์-ลีออน (4 สิงหาคม พ.ศ. 2443 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2545) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแมรี พระวรราชกุมารี (วิกตอเรีย อเล็กซานดรา อลิซ แมรี่; 25 เมษายน พ.ศ. 2440 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2508)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น พระวรราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2475

ทรงอภิเษกสมรสวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2465 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เฮนรี จอร์จ ชาร์ลส์ ลาสเซลส์ (9 กันยายน พ.ศ. 2425 - 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2490) เอิร์ลที่ 6 แห่งแฮร์วูด ไวส์เค้านท์ลาสเซลส์ และบารอนแฮร์วูด ดำรงบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2472

ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เค้านท์เตสแห่งแฮร์วูด หลังจากการดำรงบรรดาศักดิ์ขุนนางของพระภัสดา

สมเด็จเจ้าฟ้าชายเฮนรี ดยุคแห่งกลอสเตอร์ (เฮนรี่ วิลเลี่ยม เฟรเดอริค อัลเบิร์ต; 31 มีนาคม พ.ศ. 2443 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งกลอสเตอร์ เอิร์ลแห่งอัลส์เตอร์ และบารอนคัลโลเด็น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2471

ทรงอภิเษกสมรสวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ พระราชวังบัคกิงแฮม กรุงลอนดอน กับ เลดี้ อลิซ คริสตาเบล มอนเตกู-ดักลาส-สก็อต (25 ธันวาคม พ.ศ. 2444 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2547) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงอลิซ ดัชเชสแห่งกลอสเตอร์ ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งเคนต์ (จอร์จ เอ็ดเวิร์ด อเล็กซานเดอร์ เอ็ดมันด์; 20 ธันวาคม พ.ศ. 2445 - 25 สิงหาคม พ.ศ. 2485)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งเคนต์ เอิร์ลแห่งเซนต์แอนดรูว์ และบารอนดาวน์แพทริค เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2477

ทรงอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เจ้าหญิงมารีนาแห่งกรีซและเดนมาร์ก (13 ธันวาคม พ.ศ. 2449 - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2511) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมารีนา ดัชเชสแห่งเคนต์ ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าชายจอห์น (จอห์น ชาร์ลส์ ฟรานซิส; 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 - 18 มกราคม พ.ศ. 2462)

 ดัชเชสแห่งยอร์ค

ภายหลังจากการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งยอร์ค (HRH The Duchess of York) ดยุคและดัชเชสแห่งยอร์คประทับอยู่ที่ตำหนักยอร์ค ซึ่งเป็นเรือนหลังเล็กในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ในมณฑลนอร์โฟล์ค ทั้งสองพระองคก็ยังทรงมีห้องชุดในพระราชวังเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอนอีกด้วย ตำหนักยอร์คเป็นเรือนที่สมถะสำหรับเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นที่โปรดปรานของเจ้าชายจอร์จ ซึ่งโปรดชีวิตแบบเรียบง่าย ทั้งสองพระองค์ได้ประทับร่วมกับพระโอรสและธิดาหกพระองค์คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายอัลเบิร์ต เจ้าหญิงแมรี เจ้าชายเฮนรี เจ้าชายจอร์จ และเจ้าชายจอห์น
ดัชเชสทรงทุ่มเทให้กับพระโอรสและธิดามาก แต่ทรงให้อยู่ในความดูแลของพระพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวระดับสูงในสมัยนั้น พระพี่เลี้ยงคนแรกโดนไล่ออกจากความไร้มารยาท และคนที่สองถูกจับได้ว่าทารุณข่มเหงพระโอรสและพระธิดา พระพี่เลี้ยงจะหยิกเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก่อนที่นำพระองค์ไปเฝ้าดยุคและดัชเชส โดยทำให้ทรงกรรแสงอย่างจงใจเพื่อจะได้เสด็จกลับมากับเธอโดยเร็ว เธอก็โดนไล่ออกเช่นกัน และมีผู้ช่วยคนใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่รักอย่างมากมาแทนคือ นางบิลล์

ประวัติศาสตร์ได้จดจำสมเด็จพระราชินีแมรีในฐานะพระชนนีที่เฉยเมย พระองค์มิเคยทรงสังเกตเห็นถึงความละเลยของพระพี่เลี้ยงต่อเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและเจ้าชายอัลเบิร์ต และเจ้าชายจอห์น พระโอรสองค์เล็กทรงถูกทอดทิ้งอยู่ห่างไกลอยู่ที่พระราชวังแซนดริงแฮม ในความดูแลของนางบิลล์ ดังนั้นสาธารณชนจึงไม่เคยได้เห็นพระโรคลมชักของพระองค์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทรงมีภาพพจน์ต่อสาธารณชนที่ขึงขังและชีวิตพระส่วนพระองค์ที่เคร่งครัดในศีลธรรม พระองค์ก็ทรงเป็นพระชนนีที่เอาใจใส่ในหลายเรื่อง โดยทรงเผยให้เป็นถึงด้านความรักและขี้เล่นต่อพระโอรสและธิดาและทรงสอนประวัติศาสตร์และดนตรีให้กับทุกพระองค์
ในฐานะดยุคและดัชเชสแห่งยอร์ค เจ้าชายจอร์จและเจ้าหญิงเมย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านสาธารณะมากมาย เมื่อในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2444 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเสด็จสวรรคตและเจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด พระสัสสุระของดัชเชสแห่งยอร์ค เสวยราชสมบัติสืบต่อเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 นับแต่นั้นทั้งสองพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าชายดยุคและสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์และยอร์ค (TRH The Duke and Duchess of Cornwall and York) และก็ได้เสด็จประพาสทั่วจักรวรรดิอังกฤษ โดยเสด็จเยือนยิบรอลตาร์ มอลตา อียิปต์ ลังกา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มอริเชียส แอฟริกาใต้ และแคนาดาเป็นเวลาแปดเดือน ไม่เคยมีเชื้อพระวงศ์องค์ใดเสด็จต่างประเทศแบบหมายมาดเช่นนี้มาก่อน ดัชเชสทรงกรรแสงน้ำพระเนตรหลั่งไหลออกมาเมื่อทรงทราบว่าจะต้องจากพระโอรสและธิดาไป (ทุกพระองค์ทรงอยู่ในความดูแลของพระอัยกาและพระอัยยิกา) เป็นช่วงเวลาอันนาน ในระหว่างการเสด็จประพาส ทั้งสองพระองค์ทรงเปิดวาระการประชุมแรกของรัฐสภาออสเตรเลีย เมื่อเครือรัฐออสเตรเลียได้ก่อตั้งขึ้น


 เจ้าหญิงแห่งเวลส์

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 เก้าวันหลังการเสด็จกลับถึงสหราชอาณาจักรและการเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษาของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เจ้าชายจอร์จทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ก็ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแห่งเวลส์ (HRH The Princess of Wales) ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จจากพระราชวังเซนต์เจมส์ไปประทับยังตำหนักมาร์ลโบโร พระราชฐานในกรุงลอนดอน ขณะที่ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระองค์ได้โดยเสด็จพระสวามีไปในการเยือนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและราชอาณาจักรเวือร์ทเท็มแบร์กเมื่อปี พ.ศ. 2447 และในปีต่อมาก็ทรงมีพระประสูติกาลเจ้าชายจอห์น พระโอรสองค์สุดท้าย ซึ่งเป็นการประสูติที่ยากลำบากและแม้ว่าพระองค์จะทรงฟื้นพระองค์ได้รวดเร็ว แต่พระโอรสองค์ใหม่ก็ทรงทุกข์ทรมานกับปัญหาต่างๆ ที่ที่เกี่ยวกับระบบหายใจ

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2448 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศอีกครั้งเป็นเวลาแปดเดือน ครั้งนี้ก็เป็นการเสด็จประพาสอินเดีย และพระโอรสและธิดาทรงอยู่ในการดูแลของพระอัยกาและพระอัยยิกาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ผ่านทางอียิปต์ทั้งขาไปและกลับ โดยขากลับได้เสด็จประพาสประเทศกรีซ ตามมาด้วยการเสด็จเยือนประเทศสเปนเกือบจะทันทีเพื่อไปร่วมงานพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีอัลฟองโซที่ 13 แห่งสเปนและเจ้าหญิงวิกตอเรีย ยูจีนีแห่งแบ็ตเต็นเบิร์ก ซึ่งทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทรงรอดพ้นจากการลอบปลงพระชนม์ได้อย่างหวุดหวิด อีกครั้งหนึ่งเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการเสด็จกลับถึงสหราชอาณาจักร ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จยังประเทศนอร์เวย์เพื่อไปร่วมในงานพระราชพธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 และสมเด็จพระราชินีม้อด (พระขนิษฐาในเจ้าชายจอร์จ)


 สมเด็จพระบรมราชินี

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีแมรีแห่งอังกฤษในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เสด็จสวรรคตและเจ้าชายแห่งเวลส์ก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อ เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่จึงได้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีแห่งสหราชอาณาจักร พระสวามีซึ่งขณะนี้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงขอให้พระองค์เลือกใช้หนึ่งในสองพระนามทางการของพระองค์ ดังนั้นเนื่องจากทรงตรองว่ามิควรใช่พระนาม "วิกตอเรีย" จึงได้ทรงเลือกพระนาม "แมรี่" นับแต่นั้นมา สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกกับพระสวามีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2454 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน และต่อมาทรงเสด็จเยือนประเทศอินเดีย เพื่อในการเฉลิมฉลองการราชาภิเษกที่กรุงเดลี (Delhi Durbar) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2454 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเสด็จประพาสทั่วประเทศไปในการเยี่ยมเยียนพสกนิกรใหม่ของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีของพวกเขา


ในช่วงเริ่มแรกของการเป็นพระมเหสีของสมเด็จพระราชินีแมรี่ ก็ได้เห็นการก่อตัวของความขัดแย้งกับสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา พระพันปีหลวง แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นมิตรและสนิทสนมกัน แต่พระราชินีอเล็กซานยังทรงดื้อรั้นในหลายเรื่อง พระองค์ทรงมีพระประสงค์ลำดับก่อนหน้าสมเด็จพระราชินีแมรี่ในงานพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงรั้งรอการเสด็จออกจากพระราชบัคกิ้งแฮม และทรงเก็บงำเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ต่างๆ ที่ควรจะตกทอดมายังสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ไว้


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงดำเนินการผลักดันความอดอยากที่พระราชวังบัคกิงแฮม ด้วยการแบ่งปันอาหาร และเสด็จเยียมเยียนทหารที่บาดเจ็บและใกล้ตายในโรงพยาบาล ยังความกดดันทางอารมณ์ต่อพระองค์เป็นอันมาก หลังจากสามปีของสงครามกับเยอรมนี ความรู้สึกต่อต้านเยอรมนีท่ามกลางสาธารณชนในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้น พระราชวงศ์รัสเซียซึ่งถูกขับออกจากราชสมบัติโดยรัฐบาลปฏิวัติ ได้รับการปฏิเสธการให้ที่ลี้ภัย โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระมเหสีของพระเจ้าซาร์ทรงเป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด ข่าวการสละราชสมบัติของพระเจ้าซาร์ทำให้เกิดการส่งเสริมให้มีการสละราชสมบัติในอังกฤษ ซึ่งต้องการให้ระบอบสาธารณรัฐเข้ามาแทนที่ระบอบกษัตริย์ หลังจากพวกสาธาณรัฐนิยมเอาภูมิหลังเยอรมันของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมาเป็นการโต้แย้งเพื่อการปฏิรูป พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเปลี่ยนชื่อของพระราชวงศ์อังกฤษเป็นวินด์เซอร์และสละพระอิสริยยศของเยอรมันทั้งหมด ส่วนพระประยูรญาติของพระราชินีทรงสละพระอิสริยยศของเยอรมันทั้งหมดและทรงใช้ราชสกุลอังกฤษ "แคมบริดจ์" ในปี พ.ศ. 2461 สงครามได้สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนีและการสละราชสมบัติและการเสด็จลี้ภัยออกนอกประเทศของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งเยอรมนี


สองเดือนหลังการสิ้นสุดสงคราม พระโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระราชินีแมรี่ "จอห์นนี่ตัวน้อยที่รักผู้น่าสงสารของพวกเรา" สิ้นพระชนม์ขณะทรงพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พระองค์ทรงบรรยายถึงความสะเทือนพระทัยและความโทมนัสของพระองค์ในสมุดบันทึก ที่บทความตอนหนึ่งได้ถูกตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระองค์


การสนับสนุนพระราชสวามีอย่างมั่นคงแน่วแน่ของสมเด็จพระราชินีแมรี่เข้มแข็งมากขึ้นในรัชกาลของพระองค์ พระองค์ได้ทรงแนะนำพระสวามีในเรื่องการกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ และได้ทรงนำความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพระราชวงศ์มาแนะนำพระองค์ในเรื่องของบ้านเมือง พระองค์ทรงซาบซึ้งในความรอบคอบ ความเฉลียวฉลาดและการตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีแมรี่มาก


พระองค์ทรงคงความมั่นพระทัยในพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลายตลอดการประกอบพระราชกรณียกิจในช่วงหลังสงคราม แม้จะมีความไม่สงบของประชาชนเกี่ยวกับเงื่อนไขของสังคม การประกาศอิสรภาพของไอร์แลนด์ และลัทธิชาตินิยมของอินเดีย


อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงประชวรมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สมเด็จพระราชินีแมรี่ต้องคอยทรงปรนนิบัติพระองค์ ในระหว่างการประชวรของพระองค์ในปี พ.ศ. 2471 เซอร์ ฟาร์กูฮาร์ บูซซาร์ด หนึ่งในแพทย์ประจำพระองค์ได้ถูกถามว่าใครเป็นผู้ช่วยชีวิตขององค์พระเจ้าอยู่หัว เขาตอบว่า "สมเด็จพระราชินี" ในปี พ.ศ. 2478 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงจัดงานฉลองพิธีรัชดาภิเษก ด้วยการจัดงานเลี้ยงฉลองต่างๆ ทั่วทั้งจักรวรรดิอังกฤษ ในการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรัชดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แสดงความเคารพพระมเหสีต่อหน้าสาธารณชน ด้วยการตรัสกับคนเขียนสุนทรพจน์ว่า "ใส่ย่อหน้านั้นไว้ตรงท้ายสุด เราไม่เชื่อว่าเราจะสามารถพูดถึงพระราชินีได้เมื่อต้องนึกถึงสิ่งที่เราเป็นหนี้เธอทั้งหมด"


 สมเด็จพระพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2479 หลังจากบารอน ดอว์สันแห่งเพนน์ แพทย์ประจำพระองค์ได้ฉีดมอร์ฟีนและโคเคน ซึ่งอาจจะเร่งการสวรรคตให้เร็วขึ้น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชินีแมรี่เสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และตอนนี้พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนี ถึงกระนั้นก็มิได้ทรงใช้พระอิสริยยศมากนี้นัก แต่ทรงเป็นที่รู้จักว่า สมเด็จพระราชินีแมรี่ (Queen Mary)
ภายในปีนั้น กษัตริย์องค์ใหม่ทรงทำให้เกิดวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญด้วยการประกาศพระประสงค์ที่จะอภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สัน สนมลับชาวอเมริกัน ที่หย่าร้างมาแล้วสองครั้ง สมเด็จพระราชินีแมรี่มิทรงเห็นด้วยกับการหย่าร้างและทรงรู้สึกว่านางซิมป์สันไม่เหมาะกับการเป็นมเหสีของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง หลังจากทรงได้รับคำแนะนำจากสแตนเลย์ บาลด์วิน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรว่าพระองค์ไม่ทรงคงเป็นกษัตริย์และอภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สันได้ พระองค์จึงสละราชสมบัติ แม้ว่าจะทรงซื่อสัตย์และให้การสนับสนุนพระโอรส แต่สมเด็จพระราชินีแมรี่มิทรงเข้าใจในมุมมองของพระองค์ว่าทำไมกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดจะละเลยภาระหน้าที่การเป็นกษัตริย์เพื่อความรู้สึกส่วนพระองค์เช่นนี้ ถึงแม้พระองค์ทรงพบกับวอลลิสที่ราชสำนักแล้ว แต่ภายหลังพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะพบกับเธออีกไม่ว่าจะเป็นในที่สาธารณะหรือว่าเป็นการส่วนพระองค์ สมเด็จพระราชินีทรงให้การสนับสนุนตามหลักศีลธรรมกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ค ซึ่งขี้อายและพูดติดอ่าง ให้เสวยราชสมบัติแทนที่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระองค์ก็ยังทรงร่วมพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์และพระราชินีองค์ใหม่ด้วย นับได้ว่าเป็นสมเด็จพระพันปีหลวงพระองค์แรกที่เคยปฏิบัติเช่นนี้ พระองค์ทรงผิดหวังกับสิ่งที่เป็นการละทิ้งหน้าที่ของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดและพระองค์ไม่เคยทรงแปรเปลี่ยนความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทรงรับรู้ว่าเป็นความเสียหายแก่ราชบัลลังก์ แต่ความรักของพระองค์ที่มีต่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโอรสยังคงเหมือนเดิม


สมเด็จพระราชินีแมรีทรงช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการเลี้ยงดูพระราชนัดดาทั้งสองพระองค์คือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธและเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต โรส ซึ่งพระชนกและพระชนนีทรงเห็นว่ามิจำเป็นที่ทั้งสองพระองค์จะต้องมีภาระหน้าที่จากระบบทางการศึกษาแบบบังคับ โดยการนำทั้งสองพระองค์เสด็จประพาสยังสถานที่ต่างๆ ในกรุงลอนดอน เยี่ยมชมหอแสดงงานศิลปะและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงโปรดให้พระชนนีอพยพออกจากกรุงลอนดอน แม้ว่าพระราชินีแมรี่ยังทรงลังเล แต่ก็ได้ทรงตัดสินพระทัยที่จะไปประทับอยู่ที่ตำหนักแบดมินตันกับแมรี่ ซอเมอร์เซ็ต ดัชเชสแห่งโบฟอร์ต พระนัดดาซึ่งเป็นธิดาของอดอลฟัส ลอร์ดแคมบริดจ์ พระอนุชา พระองค์ ข้าราชบริพารสี่สิบห้าคนและสิ่งของเครื่องใช้ของพระองค์ที่ต้องใช้กระเป๋าสัมภาระเจ็ดสิบใบในการขนย้ายจากกรุงลอนดอนใช้เนื้อที่ในตำหนักทั้งหมด ยกเว้นแต่ห้องชุดของดยุคและดัชเชสอีกเจ็ดปีถัดไป คนที่บ่นกับการจัดของเป็นพวกข้าราชบริพาร ซึ่งคิดว่าตำหนักเล็กไป สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงสนับสนุนความอุตสาหะ ในการทำสงครามโดยการเสด็จเยี่ยมกองทหารและโรงงานและทรงช่วยเก็บรวบรวมเศษซากวัตถุต่างๆ พระองค์ยังทรงให้คนนำรถไปส่งทหารที่ได้พบบนท้องถนน และทำให้พระนัดดาของพระองค์เกิดความรำคาญใจด้วยการมีเถาไม้เลื้อยโบราณขาดลงมาจากกำแพงของตำหนักแบดมินตัน ซึ่งพระองค์เห็นว่าเป็นอันตรายและไม่น่าดูชม ในปี พ.ศ. 2485 เจ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งเคนต์ พระราชโอรสองค์เล็กสิ้นพระชนม์จากอุบติเหตุทางเครื่องบินระหว่างทรงปฏิบัติราชการ ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับตำหนักมาร์ลโบโรในปี พ.ศ. 2488 หลังจากสงครามในทวีปยุโรปสิ้นสุดลงจากการพ่ายแพ้ของนาซีเยอรมัน


สมเด็จพระราชินีแมรี่บางครั้งทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแสวงหาศิลปวัตถุอย่างเอาจริงเอาจังสำหรับเป็นของสะสมในพระราชวงศ์ ในหลากหลายโอกาส พระองค์ทรงปรารภกับเจ้าของบ้านหรือบุคคลอื่นว่าพระองค์ทรงโปรดปรานกับสิ่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของมาก เพื่อหวังว่าเจ้าของจะเต็มใจถวายให้โดยสมัครใจ


ความรู้อันกว้างขวางและการค้นคว้าในเรื่องสมบัติที่เป็นของสำนักการสะสมงานศิลป์หลวงของพระราชินีแมรี่ยังช่วยในการบ่งบอกประเภทของสิ่งประดิษฐ์หรืองานศิลป์ที่อยู่ผิดตำแหน่งมาหลายปี ดังตัวอย่างเช่น พระราชวงศ์ได้ให้มิตรสายชาวอังกฤษในสมัยก่อนๆ ยืมสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นกับซึ่งยังไม่ได้รับกลับคืนมา ทันทีที่พระองค์ได้ระบุบ่งสิ่งของที่หายไปในรายการทรัพย์สินเล่มเก่า พระองค์จะทรงเขียนถึงผู้ที่ครอบครองอยู่เพื่อขอสิ่งของกลับคืน พระองค์ทรงเป็นนักสะสมวัตถุและรูปภาพที่กระตือรือร้นด้วยเส้นสายในพระราชวงศ์ เช่น พระองค์ทรงจ่ายการตีราคาในตลาดเปิดอย่างใจกว้างเมื่อทรงรับซื้อเครื่องเพชรจากนายหน้าของสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงมาเรีย เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย และยังทรงจ่ายสามเท่าของการตีราคาเมื่อทรงซื้อ Cambridge Emeralds ของครอบครัวจากเลดี้คิลเมอร์รี สนมลับของเจ้าชายฟรานซิส พระอนุชาผู้ล่วงลับ


ในปี พ.ศ. 2495 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เสด็จสวรรคต โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามที่สวรรคตก่อนสมเด็จพระราชินีแมรี่ และเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระราชนัดดาได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์เสด็จสวรรคตในปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งที่บับผาสะ (ซึ่งสาธารณชนทราบว่าเป็น "ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร") ขณะทรงมีพระชนมพรรษา 85 พรรษา โดยมิได้ทรงเห็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในกรณีของการสวรรคตของพระองค์ สมเด็จพระราชินีแมรี่โปรดให้ทราบว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องไม่เลื่อนออกไป พระศพตั้งไว้ให้สักการะที่ห้องโถงใหญ่เวสต์มินส์เตอร์ ซึ่งกลุ่มพสกนิกรที่ไว้อาลัยเข้าแถวเดินผ่านโลงพระศพ พระศพของพระองค์ฝังอยู่ข้างพระราชสวามีตรงส่วนกลางของโบสถ์เซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์


 พระอิสริยยศ

พ.ศ. 2410 - พ.ศ. 2436: สมเด็จพระองค์หญิงวิกตอเรีย แมรีแห่งเท็ค (Her Serene Highness Princess Victoria Mary of Teck)

พ.ศ. 2436 - พ.ศ. 2444: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งยอร์ค (Her Royal Highness The Duchess of York)

22 มกราคม - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอนวอลล์และยอร์ค (Her Royal Highness The Duchess of Cornwall and York)

พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2453: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแห่งเวลส์ (Her Royal Highness The Princess of Wales)

ในประเทศสก็อตแลนด์; พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2453: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งโรธเซย์ (Her Royal Highness The Duchess of Rothesay)

พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2479: สมเด็จพระบรมราชินี (Her Majesty The Queen)

พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2496: สมเด็จพระราชินีแมรี (Her Majesty Queen Mary)

ปาโบล ปีกัสโซ

ปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ (สเปน: Pablo Ruiz Picasso) (25 ตุลาคม ค.ศ. 1881-8 เมษายน ค.ศ. 1973) จิตรกรเอกของโลก เป็นบุคคลที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปีกัสโซเกิดที่เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน เป็นบุตรชายคนโตของดอนโคเซ รุยซ์ อี บลัสโก (ค.ศ. 1838-1913) กับมารีอา ปีกัสโซ อี โลเปซ บิดาเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัย เขาฉายแววการเป็นศิลปินระดับโลกด้วยการพูดคำว่า "piz, piz" [มาจากคำว่า "lápiz" (ลาปิซ) ที่แปลว่าดินสอในภาษาสเปน] เป็นคำแรก แทนที่จะพูดคำว่า "แม่" เหมือนเด็กทั่วไป
ปีกัสโซได้รับจานสีและพู่กันเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุ 6 ขวบจากบิดา ครั้งนึงที่บิดาของปีกัสโซกำลังวาดรูปนกพิราบของเขาอยู่นั้น สิ่งที่น่าทึ่งก็ได้บังเกิดขึ้น เมื่อบิดาของเขาออกไปจากห้องเพื่อทำอะไรบางอย่าง ปีกัสโซได้เข้าไปในห้อง แล้ววาดภาพนกพิราบต่อจนเสร็จ เมื่อบิดาเขากลับเข้ามาจึงได้พบว่าภาพที่วาดนั้น เสร็จสมบูรณ์และมีพลังมากกว่าที่ตนเองวาดเสียอีก


ปีกัสโซเริ่มสูบซิการ์ตั้งแต่อายุ 12 ปี จึงอาจเป็นสาเหตที่ทำให้เขามีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปีกัสโซเสียชีวิตเมื่ออายุ 91 ปี
ภาพ Garçon à la pipe ในยุค Rose Periodภาพเขียนของปีกัสโซแบ่งเป็นช่วงต่าง ๆ ได้ ดังนี้

Blue Period 1901-1904 (ยุคสีน้ำเงิน)

Rose Period 1904-1906 (ยุคสีชมพู)

African-Influenced Period

Cubism (บาศกนิยม)

Classicism and surrealism (ยุคคลาสสิกและเหนือจริง)

Later works (ยุคสุดท้าย)

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์

เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ (อังกฤษ: Leonard Bernstein, ออกเสียง /ˈbɜrn.staɪn/ ) นักประพันธ์เพลง ผู้อำนวยเพลง และนักเปียโนชาวอเมริกัน ผู้ประพันธ์ผลงานดนตรีคลาสสิก เพลงประกอบละครเวที ละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำ เช่นเรื่อง West Side Story (1954) [1], On The Waterfront (1957) เบิร์นสไตน์มีผลงานประพันธ์ซิมโฟนี จำนวน 3 ชิ้น โอเปร่า จำนวน 2 ชิ้น และละครเพลง จำนวน 5 ชิ้น
นอกจากผลงานประพันธ์แล้ว เบิร์นสไตย์ยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้อำนวยเพลง และผู้กำกับดนตรีของวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก ตั้งแต่ปี 1958 ถึง 1969 และในฐานะนักเปียโน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สเคยกล่าวถึงเบิร์นสไตน์ว่าเป็น "นักดนตรีอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อะเล็กซานเดอร์ โพร์ฟิเรวิช โบโรดิน


อะเล็กซานเดอร์ โพร์ฟิเรวิช โบโรดิน (รัสเซีย: Александр Порфирьевич Бородин, อังกฤษ:Alexander Porfiryevich Borodin) (12 พฤศจิกายน [นับแบบเก่า 31 ตุลาคมOctober] ค.ศ. 1833 – 27 กุมภาพันธ์ [นับแบบเก่า 15 กุมภาพันธ์] 1887) เป็นนักเคมีและนักดนตรีชาวรัสเซีย ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ทั้งด้านการประพันธ์ดนตรีคลาสสิก และการค้นคว้าด้านเคมี ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่น่าศรัทธาของลูกศิษย์ด้วย
ประวัติส่วนตัว

ชาติกำเนิด

อะเล็กซานเดอร์ โพร์ฟิเรวิช โบโรดิน เป็นชาวรัสเซีย เชื้อสายจอร์เจีย เกิดวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2378 ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในรัสเซีย เป็นบุตรนอกกฎหมายของเจ้าชายแห่งจอร์เจียองค์หนึ่ง มีพระนามว่าเจ้าชายลูกา เกเดวานิชวิลี แห่งอิเมเรเทีย เป็นตำบลในทางตอนใต้ของคอเคซิส ทว่าในสูติบัตรนั้น แจ้งเป็นลูกของโพฟิริอี โบโรดิน บริวารคนหนึ่งของตน และให้ครอบครัวนั้นเป็นผู้เลี้ยงดู ทว่ายังติดต่อกับบิดามารดาที่แท้จริงอยู่บ้าง โดยคอยช่วยเหลือเพื่อส่งเสียให้เติบโตมีฐานะที่คู่ควร บิดาและมารดาของโบโรดินนั้นแยกทางกัน บิดาอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนมารดาอยู่ในกรุงมอสโคว์ เมื่อโบโรดินอายุได้ 8 ขวบ บิดาก็ถึงแก่กรรม
ตอนเป็นเด็กโบโรดินมีอุปนิสัยค่อนข้างอ่อนไหว ป่วยง่าย เก็บตัว ไม่ค่อยพูด และคิดมาก ตามประวัติเล่าว่าอะเล็กซานเดอร์ โบโรดินได้เข้าเรียนอย่างดี โดยได้เรียนดนตรีพร้อมกันด้วย และเขาก็สามารถเล่นดนตรีได้ดีหลายชนิด ทั้งเปียโน ฟลุต และเชลโล นอกจากนี้ยังได้เรียนพิเศษภาษาต่างประเทศด้วย ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี และฝรั่งเศส
เมื่ออายุ 8 ขวบ ก็สามารถเล่นฟลุตและเปียโนได้ (ทหารคนหนึ่งมาช่วยสอนให้) และความสามารถด้านดนตรีของเขาก็ฉายแสงนับตั้งแต่นั้น เขาแต่งเพลงชิ้นแรก ชื่อว่า เฮเล โพลกา เมื่ออายุ 9 ขวบ แต่ในเวลานั้นเขายังแสดงความสนใจอย่างมากในวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านเคมี เมื่ออายุ 13 ปี โบโรดินได้สร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่มุมต่างๆ ในอะพาร์ตเมนต์ และได้ทดลองต่างๆ มากมาย ทั้งนี้เขายังผสมสารเคมีจนได้เป็นสีน้ำ ซึ่งนับว่าน่าสนุกและภาคภูมิใจสำหรับเด็กวัยนั้น
เข้าศึกษา
สถาบันการแพทย์
เมื่ออายุได้ 16 ปี โบโรดินก็เข้าเรียนในสถาบันการแพทย์-ศัลยศาสตร์หลวง (Imperial Academy of Medicine and Surgery) ซึ่งมีการเรียนการสอนหลายวิชา ทั้งการแพทย์ กายวิภาค และเคมี เป็นต้น ช่วงสองปีแรกนั้น โบโรดินมีความสนใจอย่างมากในด้านเคมี โดยได้เรียนกับศาสตราจารย์นิโคไล น. ซินิน (พ.ศ. 2355-2423) ผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งมีการสังเคราะห์ครั้งแรก ในปี 2389 โดยนักเคมีชาวอิตาลี ชื่อ อัสคานิโอ โซเบรโร ผลงานการบุกเบิกด้านอนุพันธ์ของซีนินทำให้มนุษยชาติทั่วโลกสามารถใช้สีสังเคราะห์ได้นับตั้งแต่นั้น และซีนินได้ชื่อว่าเป็น “พ่อมดแห่งไนเตรต”


นักเคมีผู้ยิ่งยงอีกคนหนึ่ง คือ อัลเฟรด โนเบล ที่เรารู้จักดี ก็เคยมาอาศัยอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งนี้ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนถึง 30 ปี เขาได้ศึกษาเป็นการส่วนตัวในห้องทดลองของซีนีน และเมื่ออายุได้ 17 ปี โนเบลก็เริ่มมีทักษะความรู้ดีในด้านเคมี ซึ่งในห้องทดลองของเซนินนี้เอง ที่โนเบลได้เรียนรู้เกี่ยวกับไนโตรกลีเซอรีนเป็นครั้งแรก เขาออกจากรัสเซียเมื่อ พ.ศ. 2393 และศึกษารวมทั้งทำงานในต่างประเทศอีก 5 ปี จากนั้นก็กลับมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีกครั้ง โดยมาทำงานต่อในห้องทดลองของซีนิน และโรงงานของบิดา กระทั่งเกิดล้มละลายทางธุรกิจในปี 2402 ในปีนั้น โบโรดินเรียนอยู่ชั้นปี 3 โดยเริ่มทำงานการทดลองขั้นสูงในห้องทดลองของซีนิน สำหรับซินีนนั้นยังได้สร้างระเบิดอานุภาพสูงจากไนโตรกลีเซอรีน เพื่อใช้ในสงครามไครเมีย (พ.ศ. 2396 – 2399) ด้วย
ศัลยแพทย์

เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2399 โบโรดินก็จบการศึกษาจากสถาบันการแพทย์-ศัลยศาสตร์ และได้รับตำแหน่งเป็นศัลยแพทย์ฝึกหัด ประจำโรงพยาบาลทหาร ช่วงเวลาสามปีแรกที่นั่นเป็นช่วงที่ยุ่งยากลำบากใจมากสำหรับศัลยแพทย์หนุ่มคนนี้ ครั้งหนึ่งมีคนขับรถม้าของนายทหารระดับสูงคนหนึ่งถูกนำตัวมาส่งที่โรงพยาบาล โดยที่โบโรดินจะต้องตัดกระดูกออก ขณะที่ผ่าตัดสั้น เครื่องมือที่ใช้อยู่ก็หักขณะกำลังผ่าคอคนไข้ แต่ศัลยแพทย์หนุ่มก็พยายามดึงเศาเครื่องมือและกระดูกออกมาได้ในที่สุด เขากล่าวว่า ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเครื่องมือผ่าตัดฝังที่คอคนไข้ เขาคงจะต้องขึ้นศาลทหาร และถูกส่งไปขังในไซบีเรียแน่ๆ
ครั้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2401 โบโรดินก็ได้รับปริญญาเอก หลังจากเขียนวิทยานิพนธ์ “ว่าด้วยการเปรียบเทียบกรดอาร์เซนิก และกรดฟอสฟอริก” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสถาบันแห่งนี้ ที่มีการเขียนและสอบวิทยานิพนธ์เป็นภาษารัสเซีย (เดิมนั้นจะต้องเขียนเป็นภาษาละติน คงจะทำนองเดียวกับการศึกษาในบ้านเราปัจจุบัน ที่นิยมจัดประชุม เขียนวิทยานิพนธ์ หรือเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ แทนที่จะใช้ภาษาไทยของเราเอง)
ศึกษาต่อด้านเคมีในยุโรป

ในเดือนตุลาคม ปีถัดมา ก็ได้เดินทางในฐานะตัวแทนของสถาบันการแพทย์ศาสตร์-ศัลยศาสตร์ พร้อมกับเมนเดเลเยฟ, เซเคนอฟ และบอตคิน ทั้งนี้ซีนินเสนอว่าโบโรดินควรใช้เวลาในต่างประเทศสักระยะหนึ่ง เพื่อหาประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่จะได้รับเมื่อเดินทางกลับมา ด้วยเหตุนี้โบโรดินจึงเลิกอาชีพศัลยแพทย์ ซึ่งสำหรับเขาดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ผิด

สำหรับโบโรดิน เขามีความนิยมดนตรีมาก ถึงขนาดที่หลายคนห่วงว่าจะไปเบียดบังการศึกษาด้านเคมีของเขา ครั้งหนึ่งซีนินเตือนเขาว่า “ดอกเตอร์โบโรดิน คงจะดีกว่านี้ ถ้าคุณคิดเรื่องการเขียนเพลงน้อยลง ผมตั้งความหวังทุกอย่างไว้ที่คุณและอยากให้คุณมาสืบทอดงานของผมต่อในวันข้างหน้า คุณเสียเวลามากเกินไปในการคิดเรื่องดนตรี คนเราไม่สามารถเชี่ยวชาญสองอย่างได้หรอก”
เดิมนั้นโบโรดินตั้งใจจะไปทำงานในห้องปฏิบัติการของบุนเสน (Robert Wilhelm Bunsen : 2354 - 2442) ในเมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ตามคำแนะนำของซีนิน แต่เมื่อทราบสภาพเงื่อนไขของที่นั่นแล้ว โบโรดินก็ตัดสินใจว่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในเมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี โดยทำงานกับเพื่อนๆ คือ เมนเดเลเยฟ, เซเชนอฟ และบอตคิน ในห้องปฏิบัติการของ Privatdozent E Erlenmeyer (Privatdozent นั้นเป็นตำแหน่งทางวิชาการของผู้สอนในมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ก่อนจะรับตำแหน่ง ศาสตราจารย์) ผู้ค้นพบกฎแอร์เลนเมเยอร์ ทุกคนที่เดินทางมานี้ ได้สร้างคุณประโยชน์แก่วงการเคมีของรัสเซียและของโลกเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเมนเดเลเยฟ (2377 – 2450) นั้น ได้สร้างตารางธาตุที่นักเรียนวิทยาศาสตร์ต้องเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา อีวาน เอ็ม เซเชนอฟ (2372 – 2448) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันสรีรวิทยาของรัสเซีย ส่วนเซเชนอฟ และเซอร์ไก พี บอตคิน (2375 - 2432) ก็ได้สร้างโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของตนขึ้น มีลูกศิษย์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงหลายคนด้วยกัน
เมื่อปลายปี 2403 โบโรดินก็เดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และอยู่ที่นั่นกระทั่งฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา โดยได้ศึกษาตามคำแนะนำของซีนิน และได้เดินทางไปยังไฮเดลเบิร์กในปี 2404 ซึ่งได้พบกับภรรยาในอนาคต เธอเป็นสาวรัสเซีย วัย 29 ปี นามว่า คาเทรีนา โพรโทโพวา เวลานั้นเธอเดินทางมารักษาวัณโรคที่ไฮเดลเบิร์ก และทั้งสองมีความรักต่อกันด้วยดี และเมื่อแพทย์แนะนำให้เธอไปพักผ่อนในเมืองที่อบอุ่น ทั้งสองจึงพากันเดินทางไปที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี โดยที่โบโรดินทำงานต่อเนื่องกับนักเคมีที่มีชื่อเสียงสองคนในปิซา นั่นคือ ลุคคา และทัสซินารี

ระหว่างปี พ.ศ. 2403-5 โบโรดินได้ทำงานวิจัยของเขาในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยในประเทศอิตาลี แม้ว่านักวิจัยชาวอิตาลีจะไม่คุ้นกับการรับนักวิจัยต่างชาติมากนักก็ตาม โบโรดินได้ใช้เบนซิลครอไรด์ทำปฏิกิริยากับโปแตสเซียม ไบฟลูออไรด์ งานชิ้นนี้ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้แก่โบโรดินพอสมควรทีเดียว เพราะพันธะคาร์บอนที่มีกับฟลูออรีนนั้นแข็งแรงที่สุด ในบรรดาพันธะกับธาตุอื่นๆ และเป็นงานยากที่จะทำกับฟลูออรีน งานชิ้นนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอิตาลี ในวารสาร Nuovo Cimento และเขาได้ส่งให้เอร์เลนเมเยอร์ ในเยอรมนีซึ่งได้เขียนบทคัดย่อตีพิมพ์ในวารสาร Zeitschrift อย่างไรก็ตาม ในหลายปีต่อมา ได้มีการตีพิมพ์ผลงานที่คล้ายคลึงกันของฮุนสคีคเคอร์ บทความวิชาการระบุว่าเหตุที่ผลงานของโบโรดินไม่แพร่หลาย ก็เพราะการบรรยายของเขาไม่ชัดเจนเท่ากับผลงานในชั้นหลัง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้บุกเบิกคนแรกก็ตาม

กลับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2405 โบโรดินก็เดินทางกลับสถาบันเดิม ที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด้านอินทรีย์เคมี นอกเหนือจากงานสอนแล้ว เขายังเป็นผู้บรรยายในสถาบันวนศาสตร์แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเป็นที่ปรึกษาด้านเคมีของนักอุตสาหกรรมและเมืองต่างๆ ในปี 2409 เขาได้รับเชิญให้ไปสำรวจแหล่งน้ำแร่และประเมินผลทางการแพทย์ในเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และยังมีทะเลสาบน้ำเค็มแห่งหนึ่งด้วย

ในฐานะเป็นผู้สอนนั้น โบโรดินเป็นที่รักใคร่ของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานเสมอ เขาให้เวลาเต็มที่กับการตอบข้อสงสัยของนักศึกษาซึ่งสนิมสนมคุ้นเคยกันดี โบโรดินมักจะเตือนนักศึกษาเมื่อทำงานผิดพลาด ว่า “ถ้าเธอทำงานต่อไปอย่างนั้น ไม่นานเธอคงทำลายเครื่องมือดีๆ ของเราหมดแน่” หรือไม่ก็ “เธอทำกลิ่นร้ายๆ ในห้องทดลองสวยๆ นี่ได้ยังไง” แล้วเขาก็ให้นักศึกษาที่เลินเล่อผู้นั้นไปทำงานในห้องอื่น

นอกจากนี้ยังมีข้อความที่อ้างว่าโบโรดินกล่าวได้กล่าวไว้ เมื่อสอนนักศึกษาแพทย์ ให้ดูแลผู้ป่วยอย่างไร โดยกล่าวว่า “เราจะไม่รักษาไข้ แต่เราจะรักษาผู้ป่วย” (we never treat the sickness, we treat the sick)

แม้โบโรดินจะทำงานเป็นอาจารย์และนักวิจัยด้านเคมีที่นั่น ขณะเดียวกันเขาก็ยังรักงานด้านดนตรี แต่ไม่ค่อยจะมีเวลาให้มากนัก เนื่องจากภารกิจการงาน และภาระทางบ้าน กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีผลงานการประพันธ์ดนตรี อยู่บ้าง แม้ว่าไม่มากนัก โดยจัดเป็นหนึ่งใน “คีตกวีวันอาทิตย์”

ในช่วงต้นของการทำงาน โบโรดินได้พบกับมิลี บาลาคิเรฟ นักคณิตศาสตร์และนักดนตรี และได้ชักชวนให้รวมกลุ่มเป็น คณะพรรคทั้งห้า ได้แก่ มิลี บาลาคิเรฟ, เคซาร์ คุย, โมเดสท์ มุสซอร์กสกี, นิโคไล ริมสกี-คอร์ซาคอฟ และอะเล็กซานเดอร์ โบโรดิน (ชื่อกลุ่มในภาษารัสเซีย คือ มอร์กูซยา คูซคา ซึ่งหมายถึงกลุ่มเล็กๆ แต่ทรงพลัง อาจแปลว่า เล็กพริกขี้หนู ก็ได้) นักดนตรีกลุ่มนี้อุทิศตนเพื่อสร้างดนตรีสำนักใหม่ของรัสเซีย ในเวลาต่อมาทุกคนในกลุ่มได้มีส่วนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเมื่อถึงแก่กรรม ศพของทุกคนก็ถูกนำไปฝังในสุสานแห่งเดียวกันด้วย

โบโรดินนั้นเป็นนักดนตรีแนวชาตินิยมผู้ซื่อสัตย์ นิยมสอดแทรกดนตรีพื้นบ้านรัสเซียไว้ในงานดนตรีของเขา ครั้งหนึ่งเมื่อเขาเดินทางไปยุโรป เขาได้พบกับคีตกวีเอกท่านหนึ่ง คือ ฟรานซ์ ลิซท์ และได้สนิทสนมเป็นเพื่อนและที่ปรึกษางานดนตรีด้วย

แต่งงาน

“คาเทีย” ภรรยาของโบโรดิน

ภรรยาของโบโรดินชื่อ “คาเทีย” หรือ เอคาเทรีนา เซอร์เกเยฟนา โปรโตโปโปวา ทั้งสองพบกันครั้งแรกในเยอรมนี ขณะที่กำลังศึกษา ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งในสถาบันดังกล่าว และแต่งงานกันเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2406 ภรรยาของเขาก็เป็นนักดนตรีด้วย เธอเป็นนักเปียโน โดยมีความสามารถพิเศษที่เรียกว่า "เพอร์เฟกต์พิตช์" คำนี้เป็นศัพท์ทางดนตรี หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะโน้ตเสียงและจังหวะทางดนตรีได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงดนตรีที่แม่นยำตามนั้นด้วย แน่นอนว่าทั้งสองได้มีรสนิยมทางดนตรีที่คล้ายกัน และได้ชวนกันไปงานคอนเสิร์ตต่างๆ ของยุโรประหว่างที่ทั้งสองพักอยู่ที่นั่น ระหว่างนั้นโบโรดินได้ศึกษาแนวดนตรีของชาติต่างๆ ในยุโรป และซึมซับกับแนวดนตรีของเมนเดลส์ซอน ชูมันน์ และโชแปงด้วย

ชีวิตครอบครัวของทั้งสองนั้นค่อนข้างวุ่นวาย ที่อะพาร์ตเมนต์มักจะเต็มไปด้วยแขกที่ไม่ได้เชิญ และไม่มีเวลารับประทานอาหารที่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีแมวจำนวนมาก ทั้งที่เลี้ยง และไม่ได้เลี้ยง เมื่อถึงช่วงฤดูร้อน โบโรดินและภรรยาจะเดินทางไปตากอากาศในชนบท เดินเท้าเปล่า โดยไม่มีภาระด้านการงานติดตัวมาด้วย

แม้ว่าคาเทียจะป่วยเรื้อรัง แต่โบโรดินก็เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ และใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขด้วยดี โดยไม่มีบุตร อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2412 โบโรดินได้เลี้ยงเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ชื่อ ลิซา บาลาเนวา เป็นบุตรบุญธรรม และต่อมาก็รับเด็กหญิงอีกคนหนึ่ง ชื่อ "เอเลนา กูเซวา"

อาชีพนักเคมี

โบโรดินได้รับการยกย่องและได้รับความนับถืออย่างมากในรัสเซียเวลานั้นในฐานะนักเคมี โดยมีผลงานที่โดดเด่นคือ งานเกี่ยวกับสารประกอบจำพวกแอลดีไฮด์ (aldehydes) กล่าวคือ ในระหว่าง พ.ศ. 2402 – 2405 เขาได้ทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก ในเมืองไฮเดลเบิร์ก แห่งเยอรมนี โดยได้ทำงานเกี่ยวกับอนุพันธ์ของเบนซีน ในห้องปฏิบัติการของเอมิล เอร์เลนเมเยอร์ นอกจากนี้ยังเดินทางไปยังเมืองปิซา ประเทศอิตาลี เพื่อการศึกษาเกี่ยวกับสารประกอบฮาโลเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว รัสเซียถือว่าไม่ตื่นตัวมากนักในด้านเคมี ปฏิกิริยาที่เขาค้นพบ ได้แก่ การทำปฏิกิริยาของฟลูออรีนในสารประกอบอะโรมานิก (พ.ศ. 2405 แต่ผู้ได้รับการยกย่องคือ วูซ เลนซ์ ซึ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2420) และปฏิกิริยาอย่างใหม่ ระหว่างโบรมีน และเกลือเงินอินทรีย์ (พ.ศ. 2412 แต่ผู้ได้รับการยกย่อง คือ ฮุนสดีเคอร์ ซึ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2485)

มีการตีพิมพ์ผลงานวิชาการเมื่อ พ.ศ. 2405 เกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างคลอรีนและฟลูออรีน ในสารเบนซิลคลอไรด์ หลังจากนั้น ในปี 2482 ทางกลุ่มฮันสดีคเคอร์ได้ตีพิมพ์บทความว่าด้วยปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งทางตะวันตกเรียกกันว่า ปฏิกิริยาฮุนดีเดอร์ (Hunsdiecker reaction) แต่สหภาพโซเวียต เรียกปฏิกิริยานี้ว่า “ปฏิกิริยาโบโรดิน”

เมื่อ พ.ศ. 2404 โบโรดินเดินทางกลับยังสำนักการแพทย์-ศัลยศาสตร์ และทำงานอยู่ที่นั่น โดยได้ศึกษา ปฏิกิริยาการควบแน่นของแอลดีไฮด์ โมเลกุลเล็กๆ และตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้เมื่อ พ.ศ. 2407 และ 2412 โดยเป็นงานที่ทำแข่งกับนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่ง คือ เอากุสต์ เคคูเล (August Kekule : 2372 - 2439)

ครั้งหนึ่งเมื่อโบโรดินไปประชุมสมาคมเคมีรัสเซีย เคคูเลกล่าวหาว่าโบโรดินขโมยผลงานของตน (ไม่ใช่ตัวงาน แต่หมายถึ’ความคิดในงานดังกล่าว) เขาตีพิมพ์เรื่องนี้ในวารสารของสมาคมเคมีเบอร์ลิน ทำให้โบโรดินอยากประกาศเรื่องที่ตนได้ค้บพบและบอกว่าตนเริ่มศึกษาปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2408 แต่เคคูเลเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2413

ปฏิกิริยาอัลดอล

โบโรดินได้รับการยกย่องในฐานะผู้ค้นพบปฏิกิริยาอัลดอล (Aldol reaction) (ในภายหลังชาลส์ วูทซ์ ก็ได้ค้นพบปฏิกิริยาดังกล่าว) และเมื่อ พ.ศ. 2415 เขาได้ประกาศต่อสมาคมเคมีรัสเซีย ถึงการค้นพบผลพลอยได้ (by-product) ใหม่ในปฏิกิริยาแอลดีไฮดฺ์ โดยมีคุณสมบัติคล้ายกับผลพลอยได้ของแอลกอฮอล์ และเขาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงกันกับสารประกอบที่เคยอภิปรายมาแล้วในผลงานตีพิมพ์ของวูทซ์ ในปีนั้น

งานวิจัยทางเคมีส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอินทรีย์เคมี เช่น การสำรวจเคมีของเบนซิดีน การเตรียมสารเอซิลฟลูออไรด์ การค้นพบปฏิกิริยาฮุนสดีคเคอร์ ตั้ง 73 ปีก่อนฮุนดีคเคอร์ พัฒนาวิธีการเชิงวิเคราะห์สำหรับยูเรีย และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การศึกษาปฏิกิริยาการควบแน่นที่มีเบสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และการพอลิเมอร์ไรซ์แอลดีไฮด์ อย่างไรก็ตามแวดวงการศึกษาที่นั่น (เมื่อเทียบกับที่อื่นในยุโรป) ยังถือว่าด้อย มีนักศึกษาวิจัยจำนวนน้อย มีหน้าที่รับผิดชอบการสอนสูง (เขายังเป็นหนึ่งในบุคคลยุคแรกๆ ที่ให้การศึกษาด้านการแพทย์สำหรับสตรีด้วย) ดังนั้นผลผลิตทางเคมีของเขา ก็มีจำนวนน้อย เช่นเดียวกับผลงานด้านดนตรี แต่หากจะพูดในแง่คุณภาพแล้ว นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งยกย่องว่าผลงานด้านดนตรีของเขาโดดเด่นกว่าด้านเคมี

ในช่วงชีวิตของเขา การเป็นนักเคมีถือว่าสำคัญกว่า เขาเป็นเพื่อนสนิทของดมิตรี เมนเดเลเยฟ (ผู้คิดตารางฐานแบบปัจจุบัน) อ่านบทความวิชาการในเมืองไฮเดลเบิร์ก, บรัสเซลส์ และปารีส ตีพิมพ์ผลงานมากมายว่าด้วยแอลดีไฮด์ และเป็นศาสตราจารย์เต็มเวลา ที่สำนักการแพทย์-ศัลยศาสตร์ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่ออายุสามสิบเอ็ด และได้รับห้องปฏิบัติการเคมีส่วนตัวในปีต่อมา

โบโรดินตีพิมพ์ผลงานการวิจัยเกี่ยวกับไนโตรเจนน้อยมาก แต่การพัฒนาอุปกรณ์วัดยูเรียในปัสสาวะของสัตว์นั้นนับว่ามีนัยสำคัญ โดยในปี 2419 เขาได้ตีพิมพ์บทคัดย่อบรรยายถึงอุปกรณ์ดังกล่าว

บทความสมบูรณ์ชิ้นสุดท้ายของเขาตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2418 ว่าด้วยปฏิกิริยาของเอไมด์ และผลงานตีพิมพ์ครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับวิธีการเพื่อจำแนกยูเรียในปัสสาวะของสัตว์

นอกเหนือจากงานด้านปฏิบัติการแล้ว โบโรดินยังมีส่วนอย่างมากในการบริหารสถาบันดังกล่าว และยังได้ร่วมมือกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ก่อตั้งหลักสูตรการแพทย์สำหรับสตรีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัสเซีย เพื่อ พ.ศ. 2415 ซึ่งเขาได้อุทิศตนกับงานดังกล่าวอย่างยิ่ง

งานด้านดนตรี

เนื่องจากต้องใช้เวลามากกับงานด้านเคมี โบโรดินจึงมีเวลาทำงานดนตรีไม่มากนัก งานดนตรีของเขาจึงเป็นงานอดิเรก เขาพูดติดตลก เตือนเพื่อนๆ ในแวดวงดนตรีว่าอวยพรให้เขามีสุขภาพดี เพราะเขาทำงานในห้องทดลองในช่วงที่สุขภาพดี และเขียนดนตรีในช่วงที่ไม่สบาย งานชิ้นเอก อย่างอุปรากรเรื่องเจ้าชายอิกอร์นั้น โบโรดินใช้เวลาประพันธ์ถึง 18 ปี แต่ก็ยังไม่เสร็จ นิโคไล ริมสกี้-คอร์ซาคอฟ และอะเล็กซานดร กลาซูนอฟ มาช่วยแต่งต่อจนจบ ผลงานการแต่งเพลงชิ้นแรกของโบโรดินนั้น เป็นผลงานเมื่อเขาอายุเพียงเก้าขวบ เป็นเพลงโพลกา ในบันไดเสียงดี ไมเนอร์ ชื่อเพลง “เฮเลนา โปลกา” โดยแต่งเพื่อหญิงที่ชื่อเอเลนา

ฉากหนึ่งจากโอเปร่าเรื่อง "เจ้าชายอิกอร์"



โบโรดินยังได้ประพันธ์ดนตรีแชมเบอร์อีกจำนวนหนึ่ง และมีสตริงควอเตตอีกหลายชิ้น นอกจากนี้ยังมีทริโอ ในบันไดเสียงดีเมเจอร์ สำหรับไวโอลิน เชลโล และเปียโน ดนตรีที่ไพเราะเป็นพิเศษของเขานั้นเป็นที่นิยมกันในรัสเซีย และเริ่มมีการนำไปบรรเลงในตะวันตกด้วย และเริ่มมีการบรรเลงและบันทึกกันมากขึ้น

โบโรดินได้พบกับมิลี บาลากิเรฟ (Mily Balakirev) เมื่อ พ.ศ. 2405 ขณะที่เขากำลังแต่งซิมโฟนีเพลงแรกของเขา (โดยธรรมเนียม ก็จะเรียกว่า ซิมโฟนี หมายเลขหนึ่ง) มีการจัดบรรเลงครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยมีวาทยกร คือ มิลี บาลากิเรฟ และในปีเดียวกันนั้น โบโรดินก็เริ่มซิมโฟนีหมายเลขสอง (ในบันไดเสียง บี ไมเนอร์) แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ในการบรรเลงรอบปฐมฤกษ์ เมื่อปี 2422 แต่ในการบรรเลงครั้งย่อยๆ ในปีเดียวกัน กลับประสบความสำเร็จด้วยดี โดยวงดนตรีที่มีริมสกี-คอร์ซาคอฟควบคุมการบรรเลง

ในปี 2412 นั้น โบโรดินเริ่ม distracted จากงานช่วงแรกของซิมโฟนีหมายเลขสอง .. เจ้าชายอิกอร์ ซึ่งบางคนมองว่าเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดของเขา และเป็นหนึ่งในโอเปร่าที่มีเนื้อหาอิงประวัติศาสตร์เรื่องสำคัญที่สุดของรัสเซียทีเดียว ในโอเปร่าเรื่องนี้ยังมี Polovetsian Dances ซึ่งมักจะบรรเลงเป็นงานคอนเสิร์ตเอกเทศ ก็อาจนับเป็นผลงานประพันธ์ที่รู้จักกันดีที่สุดของโบโรดิน

ชื่อเสียงของโบโรดินด้านดนตรีในระดับนานาชาตินั้น เริ่มปรากฏ หลังจากปี พ.ศ. 2420 เมื่อเขาพบกับฟรานซ์ ลิสต์

ในปีเดียวกันนั้น เขาได้เริ่มเขียนโอเปร่า 3 องก์จบ เรื่อง เจ้าชายอิกอร์ โดยอิงเนื้อหาจากตำนานกองทัพของอิกอร์ ในสมัยคริสตศตวรรษที่สิบสอง เจ้าชายอิกอร์ถูกจับได้ พระองค์ชักชวนให้ทหารรื่นเริงโดยการเต้นรำแบบพื้นเมือง แต่ความคืบหน้าของงานนั้นดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะเขาต้องทำงานประจำ หลังจากปี พ.ศ. 2424 เขาได้วางมือจากโอเปร่านี้ไปราว 5 ปี

นับว่าน่าเสียดายที่โบโรดินต้องทิ้งผลงานโอเปร่านี้ และผลงานอื่นๆ จำนวนหนึ่งค้างไว้ สำหรับโอเปร่าเรื่องเจ้าชายอิกอร์นี้ นิโคไล ริมสกี-คอร์ซาคอฟ และอะเล็กซานเดอร์ กลาซูนอฟ ได้มาช่วยแต่งเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์

ผลงานอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงของโบโรดิน ได้แก่ บทกวีซิมโฟนี ชื่อ ในทุ่งหญ้าสเตปปส์ของเอเชียกลาง และสตริงควอเตต ในบันไดเสียง ดี เมเจอร์ (เขาแต่งสตริงควอเตตไว้สองเพลง) ประพันธ์ขึ้นในวโรกาสฉลองพระชนมายุ 25 พรรษา ของพระเจ้าซาร์ อะเล็กซานเดอร์ที่สอง แห่งรัสเซีย ผลงานชิ้นนี้เขาอุทิศให้แก่ฟรานซ์ ลิสท์ นักประพันธ์ดนตรีชาวฮังการี ซึ่งโบโรดินเคยพบเมื่อ พ.ศ. 2420 เมื่อเขานำนักศึกษาวิชาเคมีสองคนเดินทางไปเยอรมนี เพื่อทำงานวิจัยที่เมืองเยนา

เมื่อถึงปี 2425 โบโรดินก็เริ่มแต่งซิมโฟนีเพลงที่สาม แต่แต่งไว้ยังไม่เสร็จ ก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน ที่เขาแต่งค้างไว้สองท่าน มีนักประพันธ์ดนตรีมาแต่งและเรียบเรียงเพิ่มเติมจนสมบูรณ์ สำหรับผลงานอื่นๆ ได้แก่ บทเพลงเปียโนสั้นๆ และเพลงศิลปะ (art song) ที่มีชื่อเสียง ได้แก่เพลง Petite Suite

นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงสำหรับวงแชมเบอร์มิวสิกจำนวนหนึ่งด้วย เช่น สตริงควอเตตหลายเพลง และทริโอ ในบันไดเสียงดี เมเจอร์ สำหรับไวโอลิน เชลโล และเปียโน งานดนตรีของรัสเซียนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักกันดีในเบลเยียมและฝรั่งเศส เมื่อโบโรดินเดินทางไปยังเบลเยียมในปี พ.ศ. 2428 – 2429 เขาก็พบว่างานของเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในยุโรปตะวันตก ความไพเราะของบทเพลงเหล่านี้เป็นที่นิยมกันทั่วไปในรัสเซีย และเริ่มได้ยินไปในคอนเสิร์ตทางตะวันตกด้วย แม้กระทั่ง Kismet (1953) ท่วงทำนองก็มาจากบทเพลงของโบโรดิน ทำให้ผลงานของโบโรดินเป็นที่สนใจของโลกตะวันตก ซึ่งมีการแสดง และบันทึกกันมากขึ้น

อิทธิพลทางดนตรี

ชื่อเสียงของโบโรดินนอกจักรวรรดิรัสเซียในช่วงที่เขายังมีชีวิตนั้น อาจเป็นผลจากนักประพันธ์ดนตรีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง นั่นคือ ฟรานซ์ ลิสท์ ซึ่งได้จัดการบรรเลงซิมโฟนีเพลงแรกของโบโรดินในเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. 2423 และโดยกองเตส เดอ แมกซี-อาร์เยนโตในประเทศเบลเยียมและฝรั่งเศส งานดนตรีของโบโรดินมีชื่อเสียงเป็นที่นิยม และมีอิทธิพลยืนยาวต่อนักประพันธ์ดนตรีรุ่นหนุ่มของฝรั่งเศส เช่น เคลาเดอ ดีบุชชี และเมาริซ ราเวล (ราเวลยังได้แต่งเพลงเพื่อรำลึกถึงโบโรดิน เมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นบทเพลงเปียโน ตั้งชื่อว่า “À la manière de Borodine” มีความหมายว่า รำลึกถึงโบโรดิน นั่นเอง) ส่วนบทเพลง Borodin String Quartet ก็แต่งขึ้นและตั้งชื่อเพื่อรำลึกถึงเขา

ผลงานชิ้นสำคัญ

ออร์เคสตร้า

ซิมโฟนีหมายเลข 1 ในบันไดเสียง อีแฟลต (พ.ศ. 2405 -10)

ซิมโฟนีหมายเลข 2 ในบันไดเสียงบีไมเนอร์ (พ.ศ. 2412-9)

ซิมโฟนีหมายเลข 3 (แต่งไม่จบ)

บทกวีซิมโฟนี "In the Steppes of Central Asia" (ในทุ่งหญ้าสเตปปส์ของเอเชียกลาง) พ.ศ. 2423

สตริงควอเตต ในบันไดเสียง เอ

สตริงควอเตต ในบันไดเสียง ดี

Prince Igor (โอเปร่า) แต่งไม่จบ, ริมสกี-คอร์ซาคอฟ และกลาซูมอฟ มาช่วยแต่งต่อจนจบ

บทเพลงสั้น

Spyashchaya knyazhna (เจ้าหญิงนิทรา)

Morskaya tsarevna (เจ้าหญิงทะเล)

Pesnya tyomnovo lesa (บทเพลงแห่งป่าทึบ)

More (ทะเล)

Dlya beregov otchizni dal'noy (แก่ชายฝั่งมาตุภูมิของท่าน)

ผลงานด้านดนตรีของโบโรดินนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับนักประพันธ์ดนตรีท่านอื่นๆ ทั้งนี้เพราะเขาต้องใช้เวลาในการสอนและวิจัยด้านเคมีไปด้วย

เขาได้ประพันธ์งานดนตรีชิ้นใหญ่เพียงสามชิ้นเท่านั้น มีซิมโฟนี 1 เพลง, สตริงควอเตต 1 เพลง และโทนโพเอ็มบทสั้นๆอีก 1 เพลง นอกจกานี้ก็มีเพลงอื่นๆประมาณ 5-6 เพลง และบทเพลงเปียโนชิ้นเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น ส่วนซิมโฟนีเพลงที่ 2 และสตริงควอเตตเพลงที่ 2 ประพันธ์และบรรเลงขึ้น แต่ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ (ปัจจุบันถือเป็นงานมาตรฐานทั้งสองชิ้น)

คุณลักษณะทั่วไปทางดนตรีของโบโรดินนั้นมีลักษณะประนีประนอม และแสดงความรักในชีวิต มีความโดดเด่นในเรื่องการใช้ภาษาบรรยายเนื้อเพลง เขาต้องการแสดงความเป็นรัสเซียในงานดนตรีของเขา แต่ไม่แสดงความรู้สึกของบุคลิกส่วนตัว

วาระสุดท้าย



รูปปั้นหน้าหลุมศพของโบโรดิน ในเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ด้านหลังเป็นโน้ตจากบทเพลงที่เขาประพันธ์ขึ้น



โบโรดินเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย ขณะไปร่วมงานเต้นรำ เมื่อวันที่ 15 (บางตำราว่า 27 หรือ 28) เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2430 ขณะที่เขามีอายุ 54 ปี เขาสวมเสื้อเชิร์ตสีแดง รองเท้าบู๊ตยาว อันเป็นชุดประจำชาติของรัสเซีย และไปเต้นรำด้วยความสนุกสนาน เวลานั้นภรรยาของเขาเดินทางไปพักผ่อนในกรุงมอสโคว์ งานนี้จัดขึ้นในหมู่อาจารย์และนักศึกษาสถาบันการแพทย์ทหารที่คุ้นเคย เขาเต้นรำกับคนโน้นคนนี้ ทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง และในเวลาเที่ยงคืน ขณะที่เต้นอยู่นั้น โบโรดินก็ทรุดลงนอนกับพื้น แพทย์และอาจารย์ทุกคนตรูเข้าไปช่วย แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถรั้งชีวิตเขาเอาไว้ได้ ส่วนภรรยาของโบโรดินก็ถึงแก่กรรมหลังจากนั้นไม่กี่เดือน

สิบปีหลังจากโบโรดินถึงแก่กรรม รายได้จากอุปรากรเรื่องเจ้าชายอิกอร์มีมากถึง 50,000 รูเบิล เงินจำนวนนี้บริจาคแก่สถาบัน St. Petersburg Conservatoire ในรูปของทุนการศึกษาโบโรดิน สำหรับคอมโพสเซอร์รุ่นเยาว์

อนุสาวรีย์ของโบโรดินตั้งอยู่ในเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในฐานะผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรการแพทย์สำหรับผู้หญิง เป็นครั้งแรกของรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2415

โบโรดินนั้นทุ่มเทกำลังกายกำลังใจแก่งานด้านเคมี การสอน และการศึกษาอย่างจริงจังในสถาบันเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และใช้เวลาที่เหลือกับงานอดิเรกที่ตนรัก คือการประพันธ์ดนตรี.

จูเซปเป แวร์ดี



จูเซปเป ฟอร์ตูนีโน ฟรันเชสโก แวร์ดี (อังกฤษ: Giuseppe Verdi) เป็นคีตกวีชาวอิตาลี เกิดเมื่อวันที่10 ตุลาคม พ.ศ. 2356 (ค.ศ. 1813) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) โด่งดังจากโอเปร่าเรื่อง ลา ทราวิอาตา ไอด้า อัศวิโอเทลโล ผลงานของเขาได้รับความนิยมอย่างสูงเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ และยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน


แวร์ดีเกิดที่หมู่บ้าน Le Roncole ในอำเภอตาโร ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจอมจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ในปี พ.ศ. 2367 (ค.ศ. 1824) เขาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เมืองบุสเซโต ที่ซึ่งเขาได้เรียนดนตรีกับเฟอร์ดินานโด โปรเวอร์สิ เขาได้ประพันธ์ซิมโฟนี ขึ้นมาบทหนึ่งจากเพลงโหมโรงของโอเปร่าเรื่อง ชายไว้เคราแห่งเมืองเซวิลยา (Il barbiere di Siviglia) ของ จิโออัคชิโน รอสสินี จากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่ที่นครมิลาน เพื่อสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยดนตรีแต่ก็ถูกปฏิเสธ เขาจึงเรียนแบบส่วนตัวกับวินเซนโว ลาวินยา
ผลงานประพันธ์โอเปราเรื่องแรกของเขาได้แก่เรื่อง Oberto, conte di San Bonifacio (เปิดการแสดงครั้งแรกที่กรุงมิลาน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2382) ตามด้วยเรื่อง Un giorno di regno (ซึ่งเป็นความพยายามประพันธ์เพลงประกอบละครตลกครั้งเดียว ซึ่งมีเพียง Falstaff อีกเรื่องในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา) แต่เขาประสบความสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) จากเรื่อง Nabucco ที่ได้เปิดแสดงที่โรงละครลา สกาล่า ในนครมิลาน โดยมีนักแสดงนำได้แก่จูเซปปินา สเตร็ปโปนี ร้องเสียงโซปราโน ในบทของอาบิไกย์ นักร้องสาวได้กลายเป็นภรรยาน้อยของเวอร์ดิ และเขาได้แต่งงานกับหล่อนในอีกหลายปีให้หลัง ภายหลังการเสียชีวิตของภรรยาของเขา
หลังจากที่โอเปร่าเรื่อง I Lombardi alla prima crociata (เปิดแสดงครั้งแรกที่นครมิลาน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2386) ที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมือง เรื่องErnani ก็ประสบความสำเร็จในการเปิดแสดงที่โรงละครลา เฟนิกซ์ ในนครเวนีซเช่นกัน
ในปีต่อมา โอเปร่าเรื่อง Giovanna d'Arco และ La Forza del Destino ก็ตอกย้ำความโด่งดังของแวร์ดีแต่เขาก็เห็นว่าการแสดงผลงานของเขาที่โรงละครลา สกาล่านั้นยังไม่เข้าขั้น เป็นเหตุให้เขาปฏิเสธการเปิดแสดงโอเปร่าเรื่องต่อ ๆ มาในมิลาน อันได้แก่เรื่อง Atilla, Alzira และ แมคเบ็ท ในได้ถูกนำออกแสดงในเมืองต่างๆทั่ว ประเทศอิตาลี ส่วนเรื่อง I Masnadieri นั้นได้ถูกประพันธ์ขึ้นที่กรุงลอนดอน
ในขณะที่นครมิลาน พ่ายแพ้และถูกจักรวรรดิออสเตรียเข้ายึดครอง แวร์ดีได้ประพันธ์โอเปร่าเรื่อง Il Corsaro, La Battaglia di Legnano และ Luisa Miller รวมทั้งเรื่อง Manon Lescaut ที่แต่งไม่จบ หลังจากข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับบทประพันธ์เรื่อง Stiffelio ในปี พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) เรื่อง Rigoletto ก็ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการเปิดแสดงที่โรงละครลา เฟนิกซ์ ในนครเวนีซ
ในปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เขาประสบความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้ง จากเรื่องIl Trovatore ที่โรงละครอะพอลโลในกรุงโรม แต่การเปิดการแสดงภาคภาษาฝรั่งเศสในนครเวนีซไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก
โอเปร่าเรื่องอื่น ๆ ได้ถูกประพันธืขึ้นในช่วงเวลานี้ได้แก่เรื่อง งูพิษแห่งเกาะซิซิลี (เปิดแสดงที่กรุงปารีส) Aroldo (งานที่สร้างขึ้นมาจากเรื่อง Stiffelioเดิม) และเรื่อง Simon Boccanegra กับ Un ballo in maschera (ที่ถูกห้ามนำออกแสดง) เวอร์ดิได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากในการรวมชาติของประเทศอิตาลี (เขาได้ประพันธ์บทเพลง Inno delle Nazioni ซึ่งได้รวมเอาเพลงชาติต่างๆ ในยุโรปไว้ด้วยกัน เช่น เพลง Fratelli d'Italia Marseillaise และ God Save the King ในปี พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) และได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก) จากนั้นก็ได้นำผลงานเก่าๆมาแก้ไขเล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866) เมื่อDon Carlos ได้ถูกนำออกแสดงครั้งแรกที่กรุงปารีส
ในปี พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) เมื่อเขานำเรื่องไอด้า ออกแสดงที่โรงละครลา สกาล่าและประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น เขาก็ได้ประพันธ์บทเพลงให้ผู้สำเร็จราชการแห่งอียิปต์กับเนื่องในโอกาสพิธีเปิดโรงละครโอเปร่าแห่งใหม่ในกรุงไคโร และสำหรับการเปิดคลองสุเอซ

ผลงานของแวร์ดีมีความเป็นชาตินิยมของชาวอิตาลีอยู่ในตัว (เป็นต้นว่าเพลงที่เขาได้ประพันธให้กับกลุ่มนักร้องประสานเสียงชาวยิวขับร้องในเรื่อง Nabucco ที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Va Pensiero นั้น ได้รับการเสนอให้เป็นเพลงชาติอิตาลีมาอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ได้มีความหมายในเชิงเหยียดเชื้อชาติ)

เป็นที่น่าประหลาดใจ เมื่อมีคนพบว่าชื่อของเขา Verdi เป็นตัวอักษรย่อของคำว่า Vittorio Emanuele Re D’Italia (วิกเตอร์ เอ็มมานูเอล กษัตริย์แห่งอิตาลี) ในช่วงเวลาที่ชาวเมืองมิลาน (ซึ่งยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย) ได้เริ่มหันมาสนับสนุนความพยายามรวมชาติอิตาลีของวิกเตอร์ เอ็มมานูเอล กลุ่มแนวร่วมหลบหนีเข้าเมืองได้เริ่มคบคิดที่จะให้กษัตริย์ Sardaigne บุกมิลาน เนื่องจากการกดขี่ของชาวออสเตรียนั้นรุนแรงเกินไป กลุ่มคนเหล่านี้ได้ริเริ่มการปลุกระดม ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า « Viva VERDI » (« V.E.R.D.I. จงเจริญ ») คีตกวีทราบถึงการนำชื่อของเขาไปใช้และตามหลักแล้วเขาควรจะบอกห้ามแต่ก็ไม่ได้ทำ เรื่องราวอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกับการเมืองของแวร์ดีได้ถูกกนำเสนอในบทโอเปร่าเรื่อง I Lombardi
แวร์ดีเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) ที่นครมิลาน หลังจากการก่อสร้างคฤหาสถ์ Casa di Riposo เสร็จสิ้น (เขาตั้งใจให้เป็นที่พักชั่วคราวของเหล่าศิลปินตกยาก) พีธีศพของเขาจัดขึ้นอย่างอลังการ ผู้เข้าร่วมราว 250,000 คนได้มาแสดงความคารวะต่อปูชนียบุคคลผู้หนึ่งของวงการดนตรีอิตาลี
รายชื่อผลงาน

โอเปร่า

Oberto, Conte di San Bonifacio (17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1839 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Un giorno di regno (5 กันยายน ค.ศ. 1840 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Nabucco หรือ «Nabucodonosor» (9 มีตาคม ค.ศ. 1842 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

I Lombardi alla prima crociata (11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1843 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Ernani (9 มีนาคม ค.ศ. 1844 ที่โรงละครลาเฟนิกซ์ นครเวนีซ)

I due Foscari (3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1844 ที่โรงละครอาร์เจนตินา กรุงโรม)

Giovanna d'Arco (15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1845 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Alzira (22 สิงหาคม ค.ศ. 1845 ที่โรงละครซันการ์โล เมืองเนเปิลล์)

Attila (17 มีนาคม ค.ศ. 1846 ที่โรงละครลาเฟนิกซ์ นครเวนีซ)

Macbeth (14 มีนาคม ค.ศ. 1847 ที่โรงละครเปอร์โกลา นครฟลอเรนซ์)

I Masnadieri (22 กรกฎาคม ค.ศ. 1847 ที่โรงละครควีนส์เทียเตอร์ กรุงลอนดอน)

Jérusalem ดัดแปลงจากเรื่อง «I Lombardi» (26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1847 ที่โรงอุปรากรแห่งกรุงปารีส)

Il Corsaro (25 ตุลาคม ค.ศ. 1848 ที่โรงละครเตอาโตรกรันเด เมืองทรีเอสต์)

La Battaglia di Legnano (27 มกราคม ค.ศ. 1849 ที่โรงละครอาร์เจนตินา ในกรุงโรม)

Luisa Miller (8 ธันวาคม ค.ศ. 1849 ที่โรงละครซันการ์โล เมืองเนเปิลส์)

Stiffelio 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1850 ที่โรงละครเตอาโตรกรันเด เมืองทรีเอสต์)

Rigoletto (11 มีนาคม ค.ศ. 1851 ที่โรงละครลาเฟนิกซ์ นครเวนีซ)

Il Trovatore (19 มกราคม ค.ศ. 1853 ที่โรงละครอาร์เจนตินา ในกรุงโรม)

La Traviata (6 มีนาคม ค.ศ. 1853 ที่โรงละครลาเฟนิกซ์ นครเวนีซ)

เรื่องงูพิษแห่งเกาะซิซิลี (13 มิถุนายน ค.ศ. 1855 ที่โรงอุปรากรแห่งกรุงปารีส)

Giovanna de Guzman ou «I vespri siciliani» ตัดแปลงจากเรื่องงูพิษแห่งเกาะซิซิลี (ค.ศ. 1856 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Simon Boccanegra (12 มีนาคม ค.ศ. 1857 ที่โรงละครลาเฟนิกซ์ นครเวนีซ)

Aroldo ดัดแปลงจาเรื่อง «Stiffelio» (16 สิงหาคม ค.ศ. 1857 ที่โรงละครเตอาโตรนูโว เมืองทริมินี)

Un ballo in maschera (17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1859 ที่โรงละครอาร์เจนตินา ในกรุงโรม)

La Forza del Destino (10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1862 ที่โรงละครหลวงแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)

Macbeth ภาคดัดแปลง (21 เมษายน ค.ศ. 1865 ที่โรงละครเตอาตร์ลีรีก กรุงปารีส)

Don Carlos (11 มีนาคม ค.ศ. 1867 ที่โรงอุปรากรแห่งกรุงปารีส)

ไอด้า (24 ธันวาคม ค.ศ. 1871 ที่โรงละครอิตาเลียน กรุงไคโร)

Don Carlo ดัดแปลงจากเรื่อง «Don Carlos» (ค.ศ. 1872 ที่โรงละครซันการ์โล เมืองเนเปิลส์)

Simon Boccanegra.

La force du destin ดัดแปลงจากเรื่อง «La Forza del Destino» (14 มีนาคม ค.ศ. 1883 ที่เมืองอองแวร์)

Don Carlo ดัดแปลงจากเรื่อง «Don Carlos» (10 มกราคม ค.ศ. 1884 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

อัศวินโอเทลโล (5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1887 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

Falstaff (9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1893 ที่โรงละครลาสกาลา นครมิลาน)

[แก้] บทเพลงขับร้อง

Sei Romanze (ค.ศ. 1838)

Non t'accostar all'urna (Jacopo Vittorelli)

More, Elisa, lo stanco poeta (Tommaso Bianchi)

In solitaria stanza (Vittorelli)

Nell' orror di note oscura (Carlo Angiolini)

Perduta ho la pace

Deh, pietoso, o addolorata

L'esule (ค.ศ. 1839) (Temistocle Solera)

La seduzione (ค.ศ. 1839) (Balestra)

Guarda che bianca luna: notturno (ค.ศ. 1839)

Album di Sei Romanze (ค.ศ. 1845)

Il tramonto (Andrea Maffei)

La zingara (S. Manfredo Maggioni)

Ad una stella (Maffei)

Lo Spazzocamino (Maggioni)

Il Mistero (Felice Romani)

Brindisi (Maffei)

Il poveretto (ค.ศ. 1847) (Maggioni)

L'Abandonée (ค.ศ. 1849) (Escudier?)

Stornello (ค.ศ. 1869) (annon.)

Pietà Signor (ค.ศ. 1894) (ประพันธ์ร่วมกับ Boito)

[แก้] บทเพลงทางศาสนา

เรควีเอ็ม (22 พฤษภาคม ค.ศ. 1874 ที่โรงละครลา สกาล่า นครมิลาน)

«Volgarizzati» da Dante (18 เมษายน ค.ศ. 1880 ที่นครมิลาน)

Pater noster (ค.ศ. 1873)

Ave Maria (ค.ศ. 1880)

Quattro Pezzi sacri (7 เมษายน ค.ศ. 1898 ที่กรุงปารีส)

Ave Maria

Stabat Mater

Laudi alla Vergine Maria

Te Deum

เพลงบรรเลง

Suona la tromba (ค.ศ. 1848) (Giuseppe Mameli)

Inno delle Nazioni (ค.ศ. 1862)

ควอร์เต็ตเครื่องสาย ในบันไดเสียงอีไมเนอร์ (ค.ศ. 1873)

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นักประพันธ์

1. Frédéric Chopin

Tags: [Frederic, Chopin, โชแปง, ประวัติ, นักประพันธ์] ... 2. Mozart กับ Twinkle Twinkle Little Star อะไรเกิดก่อนกัน

... ชื่อ "Twelve variations on Ah vous dirai-je, Maman K. 265 / K. 300e " เพื่อเป็นแบบฝึกหัดสำหรับนักเรียน ซึ่งในขณะนั้นเขาอายุได้ประมาณ 26 ปี นอกจากนี้ ท่วงทำนองนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักประพันธ์อื่นอีกหลายท่านด้วยเช่น ... 3. Giacomo Puccini

... ระหว่างนักประพันธ์คำร้อง ลุยกิ อัลลิกา และ จูเซปเป จิอาโคซา ผู้ซึ่งร่วมงานกับเขาในโอเปร่าสามเรื่องต่อมา โดยมี La Bohème เป็นเรื่องแรก (จากโศกนาฏกรรมของอองรี มูร์แจร์) และได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดของโอเปร่าโรแมนติก ... 4. Jacques Offenbach

... และที่ โรงละครชวน หัวฝรั่งเศสในกรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) เข้าได้สร้างโรงละครส่วนตัวขึ้นเพื่อจะไว้เป็นที่เปิดแสดงผลงานที่เขา ประพันธ์ขึ้นเอง เขาได้ทำงานกับอองรี เมลัก และลุดวิก อาเลวี นักประพันธ์ละครสั้น ... 5. Franz Joseph Haydn

... ชีวิตไป เขาทำงานนานถึงสามสิบปี ซึ่งเป็นงานอันทรงเกียรติ ตลอดเวลาเขาจะได้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อย่างสวยงาม ดำรงตำแหน่งที่มีมาแต่โบราณของตระกูลนี้ ไฮเดินมาหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมายหลายด้าน เป็นทั้งนักประพันธ์ ... 6. Erik Satie

เอริก ซาที เป็นคีตกวี นักเปียโน และนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ชื่อเดิม อัลเฟร็ด เอริก เลสลี่ ซาที เกิดที่เมืององเฟลอร์ จังหวัดกัลวาดอส วันที่17 พฤษภาคม พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866) เสียชีวิตที่กรุงปารีส วันที่1 กรกฎาคม ... 7. Yuja wang (Pianist)

... 2009 ซึ่งทางนิตยสาร Gramophone กล่าวว่า “มันเป็นการผสมผสานของเทคนิคที่สุดยอดกับสัญชาตญาณอันหายากของนักประพันธ์เพลง” ซึ่งทางนิตยสารยังได้มอบรางวัล Classic Fm Gramophone Awards 2009 ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่แห่งปีอีกด้วย ... 8. 23 กรกฏาคม Rachmaninoff and Wagner

เปียโนคอนแชร์โต้ เบอร์ 2 ของราคมานินอฟ กับวงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิคออเครสตร้า หนึ่งในบทเพลงที่ดังที่สุดของราคมานินอฟ การแสดงครั้งแรกนักประพันธ์เป็นผู้บรรเลงเปียโนเอง เปียโนคอนแชร์โต้ ... 9. ทริปเปิ้ล คอนแชร์โต้

... ตามต้นฉบับเพลงนี้จะมีความยาว 17 นาที นักเขียนชีวประวัติของเบโธเฟนผู้หนึ่งมีนามว่า Anton Schindler อ้างว่าเพลงทริปเปิ้ล คอนแชร์โต้ ถูกประพันธ์ขึ้นสำหรับเชื้อพระวงศ์นามว่า Archduke Rudolf ผู้ที่เป็นศิษย์และนักประพันธ์เพลงคนหนึ่งของเบโธเฟน ... 10. The Mozart Effect

นักประพันธ์เพลงคลาสสิคชั้นยอดของโลก ผู้ทิ้งผลงานสำคัญของโลกโดยจากไปเมื่ออายุเพียง 35 ปีเท่านั้น (เพิ่งรู้นะเนี่ย) โดยเรื่องราวที่เป็นประเด็นสนใจของคนในสมัยนี้ก็คือ The Mozart Effect นักประพันธ์เพลงคลาสสิคชั้นยอดของโลก ... 11. หมวดอักษร T

... ) คือทูบาที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา ( ตั้งชื่อเป็นเกียรติยศแก่ จอห์น ฟิลิปส์ ซูซา นักประพันธ์เพลงชาวอเมริกัน ) โดยสวมพาดบ่าข้างซ้ายได้ ในขณะที่เล่น ลำโพงแตร ซึ่งมีขนาดใหญ่สามารถถอดเก็บไว้ในกล่องเพื่อการนำพาไปไหนมาไหนได้ ... 12. หมวดอักษร R

... เช่นกัน Romance ( โรมานซ์ ), (It. โรมานซา ) บทประพันธ์เพลงที่มีลักษณะโรแมนติกนุ่มนวลบทเพลงแห่งธรรมชาติที่น่าทะนุถนอม Romantic ( โรแมนติก ) แบบแผนการประพันธ์ที่พัฒนาในช่วงศตวรรษที่ 19 ตามหลังยุคคลาสสิกดนตรีโรแมนติกย้ำทางด้านความรู้สึกมากกว่าคีตลักษณ์นักประพันธ์เพลงในยุคนีได้แก่ ... 13. หมวดอักษร O

... ฉากและเครื่องแต่งตัว พร้อมการบรรเลงประกอบด้วยออร์เคสตร้า Operetta ( โอเปอเรตตา ) ละครอุปรากรเรื่องขนาดสั้น ๆ ที่มีบทเจรจาอยู่บ้าง Opus ( โอปุส ) หมายถึงผลงานทางดนตรี คำย่อคือ op. หรือ Op. ส่วนมากนักประพันธ์เพลง ... 14. หมวดอักษร F

... 17และ 18 โดยมีพื้นฐานจากการร้อง ล้อเลียนกันอย่างอิสระ 2. ผลงานดนตรีที่นักประพันธ์เขียนขึ้นตามความรู้สึกไม่ได้เขียนตามข้อกำหนดไว้ของคีตลักษณ์ Feirlich (Gr. ไฟร์ลิคซ์) สนุกสนาน Fermamente (It. เฟอร์มาเม็นเต) ... 15. หมวดอักษร C

... ( ออร์แกนใช้ลม ) ขนาด 4 ฟุต มีเสียงแหลม 2. แตรอังกฤษขนาดเล็ก มีเสียงแหลม ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว Classical music ( คลาสสิคัล มิวสิก ) ดนตรีในระหว่างยุคสมัยของนักประพันธ์เพลงเช่นไฮเดิล , โมสาร์ท , และเบโธเฟน ... 16. หมวดอักษร A

... หรือการขับร้อง Arret ( อาเร้ท ) หยุด Ascap ( เอสเคพ ) ย่อมาจาก American society of composers, authors, and publishers ก่อตั้งในปี 1914 victor herbert เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของนักแต่งเพลง , นักประพันธ์ ... 17. Johann Sebastian Bach

... 2228 (ค.ศ. 1685) ในครอบครัวนักดนตรี ที่เมืองไอเซนนาค บาคแต่งเพลงไว้มากมายโดยดั้งเดิมเป็นเพลงสำหรับใช้ในโบสถ์ เช่น "แพชชั่น" บาคถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2293 ที่เมืองไลพ์ซิก บาคเป็นนักประพันธ์ดนตรีสมัยบาโรค ... 18. Wolfgang Amadeus Mozart

วอล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ท (เยอรมัน: Wolfgang Amadeus Mozart) 27 มกราคม พ.ศ. 2299 - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2334 (ค.ศ. 1756 - 1791) เป็นนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงก้องโลก โมซาร์ทเกิดที่เมืองซัลสบูร์ก ... 19. Canon in C (My Sassy Girl)

... เขาเป็นนักออร์แกนฝีมือดีและยังเป็นหัวหน้าคณะประสานเสียงอีกด้วย นอกจากนั้นเขายังเป็นนักประพันธ์เพลงสำหรับออร์แกนที่มีผลงานมากมาย รวมทั้งงานเพลงสำหรับฮาร์พสิคอร์ด เพลงร้อง (Arias) แชมเบอร์มิวสิค เพลงสวดในโบสถ์และ ... 20. Frédéric Chopin

... เขาได้กลายเป็นชู้รักของจอร์จเจอ ซ็องด์(George Sand) นักประพันธ์นวนิยายชาวฝรั่งเศสผู้อื้อฉาว แต่ในที่สุดก็ได้แยกทางกันด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายเมื่ออาการป่วยของโช แปงทรุดหนัก ฉากหนึ่งของเรื่องราวความรักของคู่รักบันลือโลกที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุด ...

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จูลส์ เวิร์น (Jules Verne)

นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) ผู้มีความสามารถ ในการแต่งนวนิยายวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียง และนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ต่าง เช่น เรื่อง “ทเวนตี้ ทาวแซนด์ ลีกส์ อันเดอร์ เดอะ ซี” (Twenty Thousand Leagues Under the Sea) จูลส์เวิร์นเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2371
จูลส์ เวิร์น นักประพันธ์ที่ได้ชื่อว่า สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วหน้าของศตวรรษที่ 20 ได้อย่างแม่นยำ เช่น การท่องเที่ยวไปในอวกาศ และเรือดำน้ำ เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยสาระสำคัญ ภายในบทประพันธ์ของเขานั้น ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่จูลส์ได้เขียนไว้ในนวนิยายของเขาเอง ซึ่งผลงานของเขา ที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน และยังมีการนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ เช่นเรื่อง “ทเวนตี้ ทาวแซนด์ ลีกส์ อันเดอร์ เดอะ ซี” (Twenty Thousand Leagues Under the Sea) ผลงานที่เขียนเมื่อปี 2413 และเรื่อง “อะราวน์ เดอะ เวิร์ล อิน เอทตี้ เดย์” (Around the World in Eighty Days )งานเขียนปี 2416
จูลส์ เวิร์น เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2371 ที่เมือง Nantes ประเทศฝรั่งเศส พ่อของเขามีอาชีพเป็นชาวประมง ซึ่งมันเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ภายในผลงานประพันธ์ของเขา เมื่อเป็นเด็กจูลส์ได้หลบหนีออกจากการเป็นเด็กรับใช้บนเรือสินค้า แต่เขาก็ถูกจับได้ และถูกส่งกลับไปหาพ่อ ต่อมาในปี พ.ศ.2390 จูลส์ถูกส่งไปเรียนวิชากฏหมายที่ปารีส ซึ่งที่นี่เองเขาเริ่มหลงใหลในความสวยงามของละครเวที หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2393 เขาก็ทำงานเขียนเป็นชิ้นแรก ในชีวิต ซึ่งพ่อของเขาโมโหมาก ที่จูลส์จะไม่เรียนด้านกฏหมายต่อไปแล้ว ดังนั้นพ่อจึงไม่ส่งเงินมาให้เขาใช้จ่ายในปารีสอีกเลย ซึ่งมันเป็นการฝืนใจจูลส์มาก ที่ต้องขายงานเขียนของเขาเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย


หลังจากใช้เวลานานหลายชั่วโมง ในห้องสมุดของปารีส เพื่อศึกษาธรณีวิทยา วิศวกรรมและดาราศาสตร์ จูลส์จึงได้ตีพิมพ์นวนิยาย เรื่องแรกในชีวิต เรื่อง “ไฟว์วีค อิน อะ บอลลูน” (Five Weeks in a Balloon) ในไม่ช้า เขาก็มีนวนิยายออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น “เจอร์นี ทู เดอะ เซนเตอร์ ออฟเอิร์ธ” (Journey to the Center of the Earth) ปี พ.ศ.2407 , “ฟอร์ม เดอะ เอิร์ธ ทู เดอะมูน” (From the Earth to the Moon) ปี พ.ศ.2409 และเรื่อง “ทเวนตี้ ทาวแซนด์ ลีกส์ อันเดอร์ เดอะ ซี” (Twenty Thousand Leagues Under the Sea) ปี พ.ศ.2416 เพราะผลงานเหล่านี้ เป็นทิ่นิยมมาก และรวมไปถึงนวนิยายเรื่องอื่นด้วย จึงทำให้จูลส์ เวิร์นกลายเป็นคนที่รวยมาก ในปี พ.ศ.2419 เขาซื้อเรือยอร์ชขนาดใหญ่ และแล่นเรือท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป ซึ่งผลงานเรื่องสุดท้ายของเขาคือ เรื่อง “เดอะ อินเวชั่น ออฟ เดอะ ซี” (The Invasion of the Sea)ใ นปี พ.ศ.2448 จูลส์ เวริ์น เสียชีวิตในเมืองอามานี (Amines) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2448

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เฟรเดริก โชแปง

ประวัติ


โชแปงเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2353 (ตามบันทึกของสังฆมณฑลบอกว่าเป็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์) ที่เมือง เซลาโซวา โวลาซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศโปแลนด์ บิดาของโชแปงเป็นชาวฝรั่งเศสโดยกำเนิด พื้นเพมาจากเมืองมารังวิลล์-ซูร์-มาดง (Marainville-sur-Madon) ในแคว้นลอแรนน์ มารดาเป็นชาวโปแลนด์ โชแปงเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุหกขวบ (พ.ศ. 2359) และแต่งเพลงแรกเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ (พ.ศ. 2360) และเปิดการแสดงต่อสาธารณะชนครั้งแรกเมื่ออายุแปดขวบ (ค.ศ. 1818) ครูสอนดนตรีคนแรกของโชแปงได้แก่ โวซีเอค ซีนี(Wojciech Żywny) และหลังจากปี พ.ศ. 2369 (ค.ศ. 1826) เขาได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนดนตรีแห่งกรุงวอซอ ซึ่งเขาได้รับการถ่ายทอดวิชาดนตรีจากโจเซฟ เอลส์เนอร์ (Joseph Elsner) เป็นหลัก
ในปี พ.ศ. 2373 (ค.ศ. 1830) เขาได้จากโปแลนด์ประเทศบ้านเกิดเพื่อมาประกอบอาชีพนักดนตรีที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ใช้ช่วงชีวิตที่เหลือพำนักอยู่ที่กรุงปารีส หรือไม่ก็ในบริเวณใกล้เคียง เขาตกหลุมรักสาวนางหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ ความรักที่เขามีต่อหล่อนได้เป็นแรงบันดาลใจในการประพันธ์เพลง "บัลลาด หมายเลข 1 โอปุสที่ 23" ที่แสนไพเราะ รวมถึงมูฟเมนท์ที่สองของคอนแชร์โต้หมายเลขหนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838) ถึง 2390 (ค.ศ. 1847) เขาได้กลายเป็นชู้รักของจอร์จเจอ ซ็องด์(George Sand) นักประพันธ์นวนิยายชาวฝรั่งเศสผู้อื้อฉาว แต่ในที่สุดก็ได้แยกทางกันด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายเมื่ออาการป่วยของโชแปงทรุดหนัก ฉากหนึ่งของเรื่องราวความรักของคู่รักบันลือโลกที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุด เห็นจะได้แก่เหตุการณ์ในเกาะมายอร์ก้า ประเทศสเปน ในช่วงที่โชแปงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่อย่างอนาถในบ้านชาวนาโดยปราศจากเครื่องทำความร้อน บทเพลงเขาได้ประพันธ์ระหว่างช่วงเวลาอันน่าสังเวชนี้ได้แก่พรีลูด โอปุสที่ 28 อันพรรณนาถึงความสิ้นหวังของทั้งคู่ ช่วงเวลาดังกล่าวได้มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของโชแปง ที่ป่วยจากวัณโรคเรื้อรัง ทำให้เขาและจอร์จเจอ ซ็องด์ต้องตัดสินใจเดินทางกลับกรุงปารีสเพื่อรักษาชีวิตของโชแปงเอาไว้ เขารอดชีวิตมาได้ก็จริง แต่ก็ไม่หายขาดจากอาการป่วย จนกระทั่งจบชีวิตอย่างน่าสลดด้วยวัยเพียง 39 ปี
โชแปงสนิทกับฟรานซ์ ลิซท์ (Franz Liszt) วินเซนโซ เบลลินี (Vincenzo Bellini - ผู้ซึ่งศพถูกฝังอยู่ใกล้กับเขาที่สุสานแปร์ ลาแชสในกรุงปารีส) และยูจีน เดอลาครัวซ์ เขายังเป็นเพื่อนกับคีตกวีเฮกเตอร์ แบร์ลิออซ (Hector Berlioz) และโรเบิร์ต ชูมันน์ (Robert Schumann) และแม้ว่าโชแปงจะได้มอบบทเพลงบางบทเพื่ออุทิศให้เพื่อนนักประพันธ์ทั้งสองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ค่อยประทับใจกับบทเพลงที่ทั้งสองแต่ขึ้นสักเท่าไหร่นัก เขาได้ขอร้องให้ร้องเพลงสวดเรควีเอ็มของโมซาร์ทในงานศพของเขา แต่เมื่อเขาเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2392 (ค.ศ. 1849) พิธีศพที่จัดขึ้นที่โบสถ์ ลา มัดเดอเล็น(La Madeleine)ไม่ได้ราบเรียบเสียทีเดียว เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้มีการขออนุญาตให้ใช้วงประสานเสียงสตรีในการร้องเพลงสวด ข่าวอื้อฉาวดังกล่าวได้แพร่ออกไปส่งผลให้ต้องเลื่อนพิธีฝังศพออกไปอีกสองสัปดาห์ แต่ในที่สุดโบสถ์ก็ยอมรับคำขอดังกล่าว ทำให้คำขอร้องครั้งสุดท้ายของโชแปงก็เป็นจริงขึ้นมา
ผลงานทุกชิ้นของโชแปงเป็นผลงานชิ้นเอก รวมถึงเพลงบรรเลงสำหรับเปียโน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการเดี่ยวเปียโน งานประพันธ์ประเภทเรียบเรียงเสียงประสานมีเพียงคอนแชร์โต้สองบท โปโลเนส(polonaise)หนึ่งบท รอนโด้(rondo)หนึ่งบท และวาริอาซิยง(variation)อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดบรรเลงด้วยเปียโนและวงออเคสตร้า เพลงเชมเบอร์มิวสิคมีเพียงห้าชิ้น ซึ่งสี่ชิ้นแรกแต่งไว้ตั้งแต่วัยเด็ก ชิ้นสุดท้ายเป็นโซนาต้าสำหรับเชลโล่และเปียโน ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่เขาได้นำออกแสดงต่อสาธารณชนร่วมกับออกุสต์ ฟร็องชอมม์ (Auguste Franchomme) เพื่อนของเขาผู้เป็นนักเชลโลเลื่องชื่อ มิตรภาพได้ถูกถ่ายถอดมาเป็นความละเมียดละไมของเชลโล เนื่องจากเชมเบอร์มิวสิคของโชแปงได้ใช้เชลโล่บรรเลงถึงสี่ในห้าชิ้นด้วยกัน
 บทเพลงสำหรับบรรเลงเปียโน เรียงลำดับตามหมายเลขของโอปุส

Opus


1 รอนโด้ ในบันไดเสียง c (1825)

2 วาริอาซิยง สำหรับเปียโนและวงออเคสตร้า จาก „Lá ci darem la mano“ ของโมซาร์ท (Mozart) ในบันไดเสียง H (1827/8)

3 อังโทรดุกซิยง และโปโลเนส สำหรับเชลโล่ และเปียโน ในบันไดเสียง c (1829)

4 โซนาต้าสำหรับเปียโน หมายเลข 1 ในบันไดเสียง c (1828)

5 รอนโด้ อา ลา มาซูร์ ในบันไดเสียง f (1826/7)

6 มาซูร์ก้าสี่บท ในบันไดเสียง fis, cis, E, es(1830/2)

7 มาซูร์ก้าห้าบท ในบันไดเสียง B, a, f, As, C (1830/2)

8 ทริโอ้ สำหรับเปียโน ไวโอลิน และเชลโล่ ในบันไดเสียง g (1829)

9 น็อคเทิร์น สามบทในบันไดเสียง b, Es, H (1830/2)

10 เอตู๊ดสิบสองบท(อุทิศให้แก่สหายฟร้านซ์ ลิซ)ในบันไดเสียง C, a, E, cis, Ges, es, C, F, f, As, Es, c (1830/2)

11 คอนแชร์โต้ สำหรับเปียโนและออเคสตร้าหมายเลข 1 ในบันไดเสียง e (1830)

12 อังโทรดุกซิยง และวาริอาซิยง บริลย็องต์ จาก „Je vends des scapulaires“ ของ „Ludovic“ d’Hérold ในบันไดเสียง B (1833)

13 ฟ็องเตซีสำหรับเปียโนและออเคสตร้า จากทำนองเพลงของโปแลนด์ ในบันไดเสียง A (1829)

14 รอนโด้ของชาวคราโควี สำหรับเปียโนและออเคสตร้า ในบันไดเสียง F (1831/3)

15 น็อคเทิร์น สามบทในบันไดเสียง F, Fis, g (1831/3)

16 อังโทรดุกซิยง และ รอนโด้ ในบันไดเสียง c (1829)

17 มาซูร์ก้าสี่บท ในบันไดเสียง B, e, As, a (1831/3)

18 กร็องด์ วาลซ์ บริลย็องต์ ในบันไดเสียง Es (1833)

19 โบเลอโรในบันไดเสียง C (etwa 1833)

20 แชโซหมายเลข 1 ในบันไดเสียง h (1831/4)

21 คอนแชร์โต้ สำหรับเปียโนและออเคสตร้าหมายเลข 2 ในบันไดเสียง f (1829/30)

22 อานดันเต้ สปิอานาโต้ และ กร็องด์ โปโลเนส บริลย็องต์ ในบันไดเสียง Es (1830/6)

23 บัลลาด หมายเลข 1 ในบันไดเสียง g (1835)

24 มาซูร์ก้าสี่บท ในบันไดเสียง g, C, As, b (1833/6)

25 เอตู๊ดสิบสองบท(อุทิศให้แก่มาดามก็องเตส โดกุลต์)ในบันไดเสียง As, f, F, a, e, gis, cis, Des, Ges, h, a, c (1833/7)

26 โปโลเนส สองบท ในบันไดเสียง cis, es (1831/6)

27 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง cis, Des (1833/6)

28 พรีลูด 24 บทในทุกบันไดเสียง (1838/9)

29 อิมพร็อมตู หมายเลข 1 ในบันไดเสียง As (etwa 1837)

30 มาซูร็ก้าสี่บท ในบันไดเสียง c, h, Des, cis (1836/7)

31 แชโซหมายเลข 2 ในบันไดเสียง b (1835/7)

32 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง H, As (1835/7)

33 มาซูร์ก้าสี่บท ในบันไดเสียง gis, D, C, h (1836/8)

34 วาลซ์ สามบท ในบันไดเสียง As, a, F (1831/8)

35 โซนาต้าสำหรับเปียโน หมายเลข 2 ในบันไดเสียง b-moll (1839)

36 อิมพร็อมตู หมายเลข 2 ในบันไดเสียง Fis (1839)

37 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง g, G (1837/9)

38 บัลลาด หมายเลข 2 ในบันไดเสียง F (1839)

39 แชโซหมายเลข 3 ในบันไดเสียง cis (1839)

40 โปโลเนส สองบท ในบันไดเสียง A (เรียกอีกชื่อว่า„Militaire“)และบันไดเสียง c (1838/9)

41 มาซูร์ก้าสี่บท ในบันไดเสียง cis, e, H, As (1838/9)

42 กร็องด์ วาลซ์ ในบันไดเสียง As (1839/40)

43 ทาแรนเทลลาในบันไดเสียง as (1841)

44 โปโลเนส ในบันไดเสียง fis (1841)

45 พรีลูด (1838/39)

46 อัลเลโกร ของคอนแชร์โต้ (1832/41)

47 บัลลาด หมายเลข 3 ในบันไดเสียง As (1841)

48 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง c, fis (1841)

49 ฟ็องเตซีในบันไดเสียง f (1841)

50 มาซูร์ก้าสามบท ในบันไดเสียง G, As, cis (1841/2)

51 อิมพร็อมตู หมายเลข 3 ในบันไดเสียง Ges (1842)

52 บัลลาด หมายเลข 4 ในบันไดเสียง f (1842)

53 โปโลเนส ในบันไดเสียง As เรียกอีกชื่อว่า(„Héroïque“) (1842)

54 แชโซหมายเลข 4 ในบันไดเสียง E (1842)

55 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง f, Es (1843)

56 มาซูร์ก้าสามบท ในบันไดเสียง H, C, c (1843)

57 แบร์เซิร์ส (เพลงกล่อมเด็ก) ในบันไดเสียง Des (1844)

58 โซนาต้าสำหรับเปียโน หมายเลข 3 ในบันไดเสียง h (1844)

59 มาซูร็ก้าสามบท ในบันไดเสียง a, As, fis (1845)

60 บาคาโรเล่ ในบันไดเสียง fis (1846)

61 โปโลเนส ฟ็องเตซี ในบันไดเสียง As (1846)

62 น็อคเทิร์น สองบท ในบันไดเสียง H, E (1845/6)

63 มาซูร็ก้าสามบท ในบันไดเสียง H, f, cis (1846)

64 วาลซ์ สามบท ในบันไดเสียง Des เรียกอีกชื่อว่า(„Valse minute“), cis, As (1840/7)

65 โซนาต้า สำหรับ เชลโล่ และเปียโนในบันไดเสียง g (1846/7)

บทประพันธ์ที่ได้รับการเผยแพร่หลังจากการเสียชีวิต:



66 ฟ็องเตซี อิมพร็อมตู หมายเลข 4, cis (vers 1843)

67 มาซูร็ก้าสี่บท ในบันไดเสียง G, g, C, a (1830/49)

68 มาซูร็ก้าสี่บท ในบันไดเสียง C, a, F, f (1830/49)

69 วาลซ์ สองบท ในบันไดเสียง As, h (1829/35)

70 วาลซ์ สามบท ในบันไดเสียง Ges, As, Des (1829/41)

71 โปโลเนส สามบท ในบันไดเสียง d, B, f (1824/28)

72.1 น็อคเทิร์น ในบันไดเสียง e

72.2 บทเพลงไม่ทราบชื่อ

72.3 เอกอร์เซส สามบท ในบันไดเสียง D, G, Des (vers 1829)

73 รอนโด้ สำหรับเปียใน ในบันไดเสียง C (1828)

74 บทเพลง ที่ใช้ทำนองของโปแลนด์ (1829/47)

บทเพลงที่ปราศจากหมายเลขโอปุส:



โปโลเนส ในบันไดเสียง B (1817)

โปโลเนส ในบันไดเสียง g (1817)

โปโลเนส ในบันไดเสียง As (1821)

อังโทรดุกซิยงและวาริอาซิยง สำหรับบทเพลงของเยอรมัน ในบันไดเสียง E (1824)

โปโลเนส ในบันไดเสียง gis (1824)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง B (1825/26)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง G (1825/26)

วาริอาซิยง สำหรับเปียโนสี่มือ ในบันไดเสียง D (1825/26)

เพลงมาร์ชงานศพ ในบันไดเสียง c (1837)

โปโลเนส ในบันไดเสียง b (1826)

น็อคเทิร์น ในบันไดเสียง e (1828/30)

ซูเวอร์นีร์ เดอ ปากานีนี ในบันไดเสียง A (1829)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง G (1829)

วาลซ์ ในบันไดเสียง E (1829)

วาลซ์ ในบันไดเสียง Es (1829)

มาซูร์ก้าพร้อมบทร้องบางส่วน ในบันไดเสียง G (1829)

วาลซ์ ในบันไดเสียง As (1829)

วาลซ์ ในบันไดเสียง e (1830)

ซารี่พร้อมบทร้องบางส่วน (1830)

โปโลเนส ในบันไดเสียง Ges (1830)

เลนโต้ ก็อน กราน เอสเปรสซิออน (Lento con gran espressione) ในบันไดเสียง cis (1830)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง B (1832)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง D (1832)

คอนแชร์โต้ กร็องด์ ดูโอ สำหรับบทละครเรื่อง "Robert le Diable" ของ เมอแยร์แบร์ (Meyerbeer) สำหรับเชลโล่ และเปียโน ในบันไดเสียง E (1832/33)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง C (1833)

คานตาบิลเล ในบันไดเสียง B (1834)

มาซูร์ก้า ในบันไดเสียง As (1834)

โรเบิร์ต ชูมันน์


โรเบิร์ต อะเล็กซานเดอร์ ชูมันน์ (อังกฤษ: Robert Alexander Schumann 8 มิถุนายน พ.ศ. 2353 ที่เมือง ซวิคโคว์ (Zwickau) - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2399) เกิดที่เมือง (Endenich) ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี ชูมันน์เป็นคีตกวี ชาวเยอรมัน ในยุคโรแมนติก อย่าสับสนโรเบิร์ต ชูมันน์กับ โรแบร์ ชูม็อง (Robert Schuman) นักการเมืองชาวฝรั่งเศส (พ.ศ. 2429 - พ.ศ. 2506)


 ประวัติ

ในวัยเด็ก โรเบิร์ต ชูมันน์ มีความสนใจในศิลปะสองแขนง นั่นคือเปียโนกับวรรณคดี (บิดาของเขาเป็นคนบ้าเซกซ์มากๆจึงทำไห้ไม่มีความน่าเชื่อถือ) ดังนั้นในวัยเด็ก เขาจึงทั้งแต่งเพลง และแต่งหนังสือ รวมถึงบทกวีด้วย เมื่อบิดาที่เขารักเสียชีวิตลง เขาจึงสูญเสียผู้ให้การสนับสนุนในโครงการต่างๆที่จะทำให้เขาได้เป็นนักดนตรีอาชีพ
มารดาของเขาผลักดันให้เขาเรียนด้านกฎหมาย ระหว่างการรับการศึกษาด้านกฎหมายที่เมืองไลป์ซิก (Leipzig) เขาก็ได้เรียนเปียโนกับ เฟรดริก ไวค์ (Friedrich Wieck) ผู้ที่กลายเป็นพ่อตาของเขาภายหลัง เมื่อเขาแต่งงานกับบุตรสาวของไวค์ ชื่อคลาร่า เขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อยอมเป็นนักดนตรีเอก ทั้งการฝึกฝนด้วยความขยันขันแข็ง และได้ใช้เครื่องกลช่วยเพิ่มความเร็วให้กับการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ จนทำให้นิ้วโป้งมือขวาใช้การไม่ได้ ความฝันที่จะกลายเป็นนักเปียโนเอกต้องสิ้นสุดลงเมื่อเขามีอายุได้เพียง 22 ปีเท่านั้น
หลังจากช่วงเวลาที่เขาต้องซึมเศร้ากับความพิการและการตกหลุมรักสตรีที่แต่งงานแล้ว ในปี พ.ศ. 2377 (ค.ศ. 1834) ชูมันน์ได้หันมาสนใจและใส่ใจกับการประพันธ์เพลงและการเขียนบทความใน "เนอ ไซท์ชริฟต์ ฟูร์ มิวซิก" (Neue Zeitschrift für Musik) (นิตยสารเพื่อการดนตรีเล่มใหม่) ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นนักวิจารณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี เขาปกป้องแนวคิดด้านดนตรีที่เป็นดนตรีแท้จริงจากแนวคิดของพวกนายทุน (ภาษาเยอรมันเรียกว่า "Philister") ในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้ประพันธ์ผลงานอย่าง "คาร์นิวัล โอปุสที่ 9" (Carnaval op.9)
ในปี พ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835) หลังจากถูกบังคับให้แยกทางกับคลาร่า เขาได้ประพันธ์บทเพลง "โซนาต้า แห่งความรัก" ให้แก่เธอ แต่คำขอแต่งงานของเขาถูกพ่อของคลาร่าปฏิเสธ ทำให้เขาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอีกครั้ง เขายังคงประพันธ์ผลงานต่อไปและเป็นงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เพลงที่โด่งดังได้แก่ เซน ด็องฟ็อง ฟ็องเตซี โนเวลเล็ต เกิดขึ้นมาในช่วงนี้เอง เขาได้หนีไปที่รักษาแผลใจที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และประพันธ์เพลงต่างระหว่างที่รอขอแต่งงานกับคลาร่า
ปี พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) เป็นปีนำโชคของชูมันน์ เขาได้แต่งงานกับคลาร่าในที่สุด ความสุขนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงของเขา เขาได้ประพันธ์เพลงมากมายจากบทกวีของ โยฮันน์ โวล์ฟกัง วอน เกอเธ่ ชิลเลอร์ หรือ ไฮน์ เช่นเพลง Liederkreis ความรักของนักกวี และ ความรักและชีวิตของหญิงคนหนึ่ง ในปีต่อมา เขาได้ลองแต่งเพลงออเคสตร้า (ซิมโฟนีหมายเลขหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลข 4 ฯลฯ) ในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) เขาได้หันมาโปรดปราน แชมเบอร์มิวสิก โดยเขาได้ประพันธ์ไว้หลายชิ้น ในปีถัดมา เขาได้แต่ง โอราโตริโอ "oratorio" "Le Paradis et la Péri และได้ติดตามคลาร่า ภรรยาที่อ่อนโยนและแสนดีของเขา ผู้ซึ่งเป็นนักเปียโนฝีมือฉกาจ ออกเปิดการแสดงที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั่วทวีปยุโรป หรือแม้กระทั่งในประเทศรัสเซีย
ในปี พ.ศ. 2387 (ค.ศ. 1844) คู่รักไดตั้งถิ่นฐานที่เมืองเดรสเด้น (Dresden) ที่ๆเขาได้ประพันธ์โอเปร่าชิ้นแรกและชิ้นเดียว ชื่อ เจโนเววา แต่เขาก็ยังคงแต่งฟู้ก ซิมโฟนี เพลงสำหรับเปียโน คอนเทท ฯลฯ ไปด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850) เขาได้กลายเป็นวาทยากรแห่งเมืองดุสเซลดอร์ฟ (Düsseldorf) แต่เมื่อถึงปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) สภาพร่างกายของเขาเสื่อมโทรมลงเป็นอันมาก และความเจ็บปวดจากโรคซิฟิลิส ทำให้เขาพยายามฆ่าตัวตายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2397 (ค.ศ. 1854) ด้วยการกระโดดแม่น้ำไรน์ที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง ถึงเขาจะโชคดีรอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากพวกกะลาสี แต่ก็ต้องก็ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากนั้นเขาก็ถูกส่งตัวไปพักฟื้นที่เมืองเอนเดอนิช (Endenich)
ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เขาคลายความทุกข์ลงได้ เขาเสียสติไปแล้ว เนื่องด้วยคิดถึงคลาร่าสุดที่รัก แลเพื่อนรักเฟลิกซ์ เมนเดลโซน และนักดนตรีวัยรุ่น โจฮานเนส บราห์ม ที่เขาได้พบเมื่อสองปีที่แล้ว ในขณะที่เขามีสภาพกึ่งดีกึ่งร้าย ก็ได้ประพันธ์ (บทเพลงแห่งรุ่งอรุณ) ชูมันน์จบชีวิตลงเมื่อวันที่29 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 (ค.ศ. 1856) ซึ่งทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุด

ผลงาน

บทความนี้ควรปรับปรุงภาษาหรือรูปแบบการเขียน เนื่องจากมีเนื้อหาที่ไม่ได้แปลหรือแปลไม่สมบูรณ์ (ดูเพิ่ม) สะกดหรือไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง หรือเขียนด้วยลักษณะภาษาพูด คุณสามารถช่วยพัฒนาบทความได้ และแก้ไขรูปแบบให้เป็นสารานุกรม
ผลงานบางส่วน:
Symphonies :

Symphonie n°1 en si bémol majeur op 38, dite le « printemps »

Symphonie n°2 en ut majeur op 38

Symphonie n°3 en mi bémol majeur op 97 « rhénane »

Symphonie n°4 en ré mineur op 120

บทเพลงสำหรับ piano

Variations Abegg op 1

Papillons op2,

Toccata op 7 1830

Études symphoniques op.13, 1834

Carnaval op 9 1835

Fantaisie op. 17 (qui se distingue par ses dimensions et une présentation plus abstraite) 1836

Drei romanzen op.28

Davidsbündlertänze op. 6 1837

Fantaisiestücke op. 12 1837 aussi adaptées pour violoncelle et piano

Scènes d'enfants op.15 1838

Kreisleirianas op.16 1838

Novelettes op. 21, 1838

Carnaval de Vienne op. 26

Scènes d'enfance op.15

Kreisleriana op.17

Fantaisiestücke op.12

Humoresque op.20

บทเพลงสำหรับขับร้อง

Les amours du poète

L'amour et la vie d'une femme

แชมเบอร์มิวสิก

Les Fées (pour alto et piano)

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน