วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

แมรีแห่งเท็ค สมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร


เจ้าหญิงแมรีแห่งเท็ค (Princess Mary of Teck) (วิกตอเรีย แมรี ออกัสตา หลุยส์ โอลกา พอลีน คลอดีน แอ็กเนส; 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2410 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2496) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดียและพระราชินีแห่งไอร์แลนด์อีกด้วย ก่อนการเสวยราชย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นดัชเชสแห่งยอร์ค ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าหญิงแห่งเวลส์ มาอย่างต่อเนื่องกัน ตามพระราชสิทธิของพระองค์เอง ทรงมีพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเท็ค ในชั้น Serene Highness ในราชอาณาจักรเวือร์ทเท็มแบร์ก พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักว่า "เมย์" อย่างไม่เป็นทางการในหมู่พระประยูรญาติ ซึ่งมาจากเดือนประสูติ


หกสัปดาห์ภายหลังจากการหมั้นหมายกับเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ เจ้าชายสิ้นพระชนม์ด้วยโรคปวดบวม ในปีต่อมาเจ้าหญิงแมรีทรงหมั้นหมายกับรัชทายาทพระองค์ใหม่ พระอนุชาในเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ คือ เจ้าชายจอร์จ ในฐานะสมเด็จพระราชินีมเหสีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 พระองค์ทรงสนับสนุนพระราชสวามีตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลงทางการครั้งใหญ่ที่เกิดมาจากผลกระทบหลังสงครามและการอุบัติขึ้นของลัทธิสังคมนิยมและชาตินิยม หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 พระราชสวามีเมื่อปี พ.ศ. 2479 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระโอรสองค์โตได้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี-จักรพรรดิ แต่กลับสร้างความผิดหวังให้กับพระองค์ด้วยการสละราชสมบัติในปีเดียวกันเพื่ออภิเษกกับนางวอลลิส ซิมป์สัน สาวสังคมชาวอเมริกันที่หย่าร้างมาแล้วสองครั้ง พระองค์ทรงสนับสนุนเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งทรงสืบต่อราชบัลลังก์อังกฤษเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2495 พระองค์ก็เสด็จสวรรคตในปีต่อมา

ในช่วงเวลาของพระองค์ สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงเป็นที่รู้จักถึงการกำหนดลีลาให้พระราชวงศ์อังกฤษดำเนินไป ในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างของความเป็นระเบียบทางการและขนบธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในงานพระราชพิธีต่างๆ พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีพระองค์ที่ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของทายาทของพระองค์ นอกจากนั้นพระองค์ที่ยังทรงเป็นที่รู้จักถึงการประดับเพชรพลอยในงานพิธีทางการต่างๆ ทรงทิ้งชุดเครื่องเพชรต่างๆ ซึ่งถือว่าหาราคามิได้ในขณะนี้เอาไว้
พระชนม์ชีพในวัยเยาว์


เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี ("เมย์") แห่งเท็คประสูติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2410 ณ พระราชวังเคนซิงตัน กรุงลอนดอน พระชนกคือ เจ้าชายฟรานซิส ดยุคแห่งเท็ค พระโอรสในดยุคอเล็กซานเดอร์แห่งเวือร์ทเท็มแบร์ก ซึ่งประสูติกับพระชายาจากการอภิเษกสมรสต่างฐานันดรศักดิ์ (morganatic) คือ เคานท์เตส คลอดีน เรดีย์ ฟอน คิส-เรเดอ (ได้รับการสถาปนาเป็น เค้านท์เตสแห่งโฮเอ็นชไตน์ในจักรวรรดิออสเตรีย) ส่วนพระชนนีคือ เจ้าหญิงแมรี อเดเลดแห่งแคมบริดจ์ พระธิดาพระองค์ที่สามและพระองค์เล็กในเจ้าชายอดอลฟัส ดยุคแห่งแคมบริดจ์ และ เจ้าหญิงออกัสตาแห่งเฮสส์-คาสเซิล เจ้าหญิงทรงเข้าพิธีรับศีลจุ่มเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2410 ณ โบสถ์หลวง พระราชวังเคนซิงตัน จากชาร์ลส์ โธมัส ลองเลย์ อัครมหาสังฆราชแห่งแคนเทอเบอรี่ โดยได้ทรงมีพ่อและแม่ทูนหัวคือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย เจ้าชายแห่งเวลส์ (สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และ พระสัสสุระของเจ้าหญิงเมย์) แกรนด์ดัชเชสแห่งเม็คเล็นบูร์ก-สเตรลิตซ์ และ ดัชเชสแห่งแคมบริดจ์

แม้พระชนนีของพระองค์จะทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แต่เจ้าหญิงเมย์ทรงเป็นเพียงเชื้อพระราชวงศ์ชั้นรองของพระราชวงศ์อังกฤษ ดยุคแห่งเท็ค พระชนกของพระองค์ทรงเป็นพระโอรสจากการอภิเษกสมรสต่างฐานันดรศักดิ์ มิทรงมีสิทธิในมรดกหรือทรัพย์สินใดๆ ทั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศชั้นเล็กอย่าง Serene Highness อย่างไรก็ตาม ดัชเชสแห่งเท็คทรงได้รับเบี้ยหวัดประจำปีจากรัฐสภาจำนวนห้าพันปอนด์ อีกทั้งยังทรงได้รับอีกสี่พันปอนด์ต่อปีจากดัชเชสแห่งแคมบริดจ์ พระชนนีอีกด้วย แม้กระนั้นครอบครัวยังคงมีหนี้สินมากและถูกบังคับให้อาศัยอยู่ต่างแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 เพื่อประหยัดการใช้จ่าย ครอบครัวเท็คได้เดินทางท่องไปทั่วทวีปยุโรป เพื่อเยี่ยมเยี่ยนพระประยูรญาติและพำนักอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีในช่วงระยะหนึ่ง เจ้าหญิงเมย์ได้ทรงเพลิดเพลินกับการเสด็จยังสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ โบสถ์วิหาร และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2428 ครอบครัวเท็คกลับมายังกรุงลอนดอนและได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตำหนักขาว ในราชอุทยานริชมอนด์เป็นที่พักอาศัย เจ้าหญิงเมย์ทรงสนิทสนมกับพระชนนีและทรงทำหน้าที่เป็นเลขนุการอย่างไม่เป็นการ โดยทรงช่วยเหลือในการจัดเลี้ยงสังสรรค์และงานสังคมต่างๆ นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงสนิทสนมกับแกรนด์ดัชเชสแห่งเม็คเล็นบูร์ก-สเตรลิตซ์ (พระอิสริยยศเดิม เจ้าหญิงออกัสตาแห่งแคมบริดจ์) พระมาตุจฉาและเขียนพระหัตถเลขาถึงพระองค์ทุกสัปดาห์มิเคยขาด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เจ้าหญิงมกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดนทรงช่วยเหลือในการส่งจดหมายจากเจ้าหญิงเมย์ถึงพระมาตุจฉา ซึ่งประทับอยู่ในดินแดนของฝ่ายศัตรูในประเทศเยอรมนี จนกระทั่งถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ในปลายปี พ.ศ. 2459


หมั้นหมายและอภิเษกสมรส

ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ ("เมย์") ได้ทรงหมั้นหมายกับพระญาติชั้นที่สองคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ พระโอรสองค์ใหญ่ในเจ้าชายแห่งเวลส์ พระองค์ทรงได้รับเลือกให้เป็นเจ้าสาวของดยุค เนื่องจากความโปรดปรานในตัวเจ้าหญิงของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นหลัก รวมทั้งบุคลิกที่เข็มแข็งและการรู้ถึงหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ดยุคแห่งคลาเรนซ์ได้สิ้นพระชนม์อีกหกสัปดาห์ต่อมาในโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งแพร่ระบาดทั่วประเทศอังกฤษในช่วงฤดูหนาวปี พ.ศ. 2434 - 35

ถึงแม้จะเป็นความล้มเหลว สมเด็จพระราชินีนาถก็ยังคงโปรดเจ้าหญิงเมย์ในฐานะผู้ได้รับเลือกอันเหมาะสมที่จะอภิเษกสมรสกับพระมหากษัตริย์ในอนาคต และ เจ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งยอร์ค พระอนุชาในเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ซึ่งตอนนี้ทรงเป็นรัชทายาทในราชบัลลังก์ทรงใกล้ชิดกับเจ้าหญิงเมย์ระหว่างช่วงเวลาของการไว้อาลัยร่วมกันของทั้งสองพระองค์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2436 เจ้าชายจอร์จทรงขออภิเษกในเวลาอันควรและเจ้าหญิงเมย์ก็ทรงตกลง การอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์นับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง เจ้าหญิงเมย์และเจ้าชายจอร์จทรงรักกันอย่างลึกซึ้งในเวลาไม่นาน เจ้าชายจอร์จไม่ทรงมีสนมลับเลย (เป็นระดับของความซื่อสัตย์ที่ไม่ธรรมดาในยุคนั้น) และทรงเขียนพระหัตถเลขาถึงเจ้าหญิงเมย์อยู่เกือบจะทุกวัน
การอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ณ โบสถ์หลวง พระราชวังเซนต์เจมส์ ในกรุงลอนดอน และทรงมีพระโอรสและธิดา 6 พระองค์คือ


สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (เอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ต คริสเตียน จอร์จ แอนดรูว์ แพทริค เดวิด; 23 มิถุนายน พ.ศ. 2437 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2515)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งคอร์นวอลล์ เอิร์ลแห่งแคร์ริค บารอนเรนฟรูว์ ลอร์ดแห่งไอเอิลส์ เจ้าชายและจอมทัพแห่งสกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 หลังจากการเสวยราชสมบัติของพระชนก

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายแห่งเวลส์ และเอิร์ลแห่งเชสเตอร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2453

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบรมราชชนก เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2479 และสละราชสมบัติแก่พระอนุชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2479

ทรงดำรงพระอิสริยยศ ดยุคแห่งวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2480 ภายหลังจากการสละราชสมบัติ

ทรงอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2480 ณ ปราสาทกงเด ประเทศฝรั่งเศส กับ เบสซี วอลลิส วอร์ฟิลด์ (19 มิถุนายน พ.ศ. 2439 - 24 เมษายน พ.ศ. 2529) หรือ นางวอลลิส ซิมป์สัน ภรรยาม่ายของนายเออร์เนส อัลดริช ซิมป์สัน สามีคนที่สอง และเป็น ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ หลังจากการสมรส

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 (อัลเบิร์ต เฟรเดอริค อาร์เธอร์ จอร์จ; 14 ธันวาคม พ.ศ. 2438 - 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งยอร์ค เอิร์ลแห่งอินเวอร์เนส และบารอนคิลลาร์เนย์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2463

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2479

ทรงอภิเษกสมรสกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2466 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เลดี้ เอลิซาเบธ แองเจลา มาร์เกอริต โบวส์-ลีออน (4 สิงหาคม พ.ศ. 2443 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2545) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแมรี พระวรราชกุมารี (วิกตอเรีย อเล็กซานดรา อลิซ แมรี่; 25 เมษายน พ.ศ. 2440 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2508)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น พระวรราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2475

ทรงอภิเษกสมรสวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2465 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เฮนรี จอร์จ ชาร์ลส์ ลาสเซลส์ (9 กันยายน พ.ศ. 2425 - 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2490) เอิร์ลที่ 6 แห่งแฮร์วูด ไวส์เค้านท์ลาสเซลส์ และบารอนแฮร์วูด ดำรงบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2472

ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เค้านท์เตสแห่งแฮร์วูด หลังจากการดำรงบรรดาศักดิ์ขุนนางของพระภัสดา

สมเด็จเจ้าฟ้าชายเฮนรี ดยุคแห่งกลอสเตอร์ (เฮนรี่ วิลเลี่ยม เฟรเดอริค อัลเบิร์ต; 31 มีนาคม พ.ศ. 2443 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งกลอสเตอร์ เอิร์ลแห่งอัลส์เตอร์ และบารอนคัลโลเด็น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2471

ทรงอภิเษกสมรสวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ พระราชวังบัคกิงแฮม กรุงลอนดอน กับ เลดี้ อลิซ คริสตาเบล มอนเตกู-ดักลาส-สก็อต (25 ธันวาคม พ.ศ. 2444 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2547) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงอลิซ ดัชเชสแห่งกลอสเตอร์ ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งเคนต์ (จอร์จ เอ็ดเวิร์ด อเล็กซานเดอร์ เอ็ดมันด์; 20 ธันวาคม พ.ศ. 2445 - 25 สิงหาคม พ.ศ. 2485)

ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น ดยุคแห่งเคนต์ เอิร์ลแห่งเซนต์แอนดรูว์ และบารอนดาวน์แพทริค เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2477

ทรงอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน กับ เจ้าหญิงมารีนาแห่งกรีซและเดนมาร์ก (13 ธันวาคม พ.ศ. 2449 - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2511) ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมารีนา ดัชเชสแห่งเคนต์ ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จเจ้าฟ้าชายจอห์น (จอห์น ชาร์ลส์ ฟรานซิส; 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 - 18 มกราคม พ.ศ. 2462)

 ดัชเชสแห่งยอร์ค

ภายหลังจากการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งยอร์ค (HRH The Duchess of York) ดยุคและดัชเชสแห่งยอร์คประทับอยู่ที่ตำหนักยอร์ค ซึ่งเป็นเรือนหลังเล็กในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ในมณฑลนอร์โฟล์ค ทั้งสองพระองคก็ยังทรงมีห้องชุดในพระราชวังเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอนอีกด้วย ตำหนักยอร์คเป็นเรือนที่สมถะสำหรับเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นที่โปรดปรานของเจ้าชายจอร์จ ซึ่งโปรดชีวิตแบบเรียบง่าย ทั้งสองพระองค์ได้ประทับร่วมกับพระโอรสและธิดาหกพระองค์คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายอัลเบิร์ต เจ้าหญิงแมรี เจ้าชายเฮนรี เจ้าชายจอร์จ และเจ้าชายจอห์น
ดัชเชสทรงทุ่มเทให้กับพระโอรสและธิดามาก แต่ทรงให้อยู่ในความดูแลของพระพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวระดับสูงในสมัยนั้น พระพี่เลี้ยงคนแรกโดนไล่ออกจากความไร้มารยาท และคนที่สองถูกจับได้ว่าทารุณข่มเหงพระโอรสและพระธิดา พระพี่เลี้ยงจะหยิกเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก่อนที่นำพระองค์ไปเฝ้าดยุคและดัชเชส โดยทำให้ทรงกรรแสงอย่างจงใจเพื่อจะได้เสด็จกลับมากับเธอโดยเร็ว เธอก็โดนไล่ออกเช่นกัน และมีผู้ช่วยคนใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่รักอย่างมากมาแทนคือ นางบิลล์

ประวัติศาสตร์ได้จดจำสมเด็จพระราชินีแมรีในฐานะพระชนนีที่เฉยเมย พระองค์มิเคยทรงสังเกตเห็นถึงความละเลยของพระพี่เลี้ยงต่อเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและเจ้าชายอัลเบิร์ต และเจ้าชายจอห์น พระโอรสองค์เล็กทรงถูกทอดทิ้งอยู่ห่างไกลอยู่ที่พระราชวังแซนดริงแฮม ในความดูแลของนางบิลล์ ดังนั้นสาธารณชนจึงไม่เคยได้เห็นพระโรคลมชักของพระองค์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทรงมีภาพพจน์ต่อสาธารณชนที่ขึงขังและชีวิตพระส่วนพระองค์ที่เคร่งครัดในศีลธรรม พระองค์ก็ทรงเป็นพระชนนีที่เอาใจใส่ในหลายเรื่อง โดยทรงเผยให้เป็นถึงด้านความรักและขี้เล่นต่อพระโอรสและธิดาและทรงสอนประวัติศาสตร์และดนตรีให้กับทุกพระองค์
ในฐานะดยุคและดัชเชสแห่งยอร์ค เจ้าชายจอร์จและเจ้าหญิงเมย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านสาธารณะมากมาย เมื่อในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2444 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเสด็จสวรรคตและเจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด พระสัสสุระของดัชเชสแห่งยอร์ค เสวยราชสมบัติสืบต่อเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 นับแต่นั้นทั้งสองพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าชายดยุคและสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์และยอร์ค (TRH The Duke and Duchess of Cornwall and York) และก็ได้เสด็จประพาสทั่วจักรวรรดิอังกฤษ โดยเสด็จเยือนยิบรอลตาร์ มอลตา อียิปต์ ลังกา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มอริเชียส แอฟริกาใต้ และแคนาดาเป็นเวลาแปดเดือน ไม่เคยมีเชื้อพระวงศ์องค์ใดเสด็จต่างประเทศแบบหมายมาดเช่นนี้มาก่อน ดัชเชสทรงกรรแสงน้ำพระเนตรหลั่งไหลออกมาเมื่อทรงทราบว่าจะต้องจากพระโอรสและธิดาไป (ทุกพระองค์ทรงอยู่ในความดูแลของพระอัยกาและพระอัยยิกา) เป็นช่วงเวลาอันนาน ในระหว่างการเสด็จประพาส ทั้งสองพระองค์ทรงเปิดวาระการประชุมแรกของรัฐสภาออสเตรเลีย เมื่อเครือรัฐออสเตรเลียได้ก่อตั้งขึ้น


 เจ้าหญิงแห่งเวลส์

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 เก้าวันหลังการเสด็จกลับถึงสหราชอาณาจักรและการเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษาของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เจ้าชายจอร์จทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่ก็ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแห่งเวลส์ (HRH The Princess of Wales) ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จจากพระราชวังเซนต์เจมส์ไปประทับยังตำหนักมาร์ลโบโร พระราชฐานในกรุงลอนดอน ขณะที่ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระองค์ได้โดยเสด็จพระสวามีไปในการเยือนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและราชอาณาจักรเวือร์ทเท็มแบร์กเมื่อปี พ.ศ. 2447 และในปีต่อมาก็ทรงมีพระประสูติกาลเจ้าชายจอห์น พระโอรสองค์สุดท้าย ซึ่งเป็นการประสูติที่ยากลำบากและแม้ว่าพระองค์จะทรงฟื้นพระองค์ได้รวดเร็ว แต่พระโอรสองค์ใหม่ก็ทรงทุกข์ทรมานกับปัญหาต่างๆ ที่ที่เกี่ยวกับระบบหายใจ

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2448 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศอีกครั้งเป็นเวลาแปดเดือน ครั้งนี้ก็เป็นการเสด็จประพาสอินเดีย และพระโอรสและธิดาทรงอยู่ในการดูแลของพระอัยกาและพระอัยยิกาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ผ่านทางอียิปต์ทั้งขาไปและกลับ โดยขากลับได้เสด็จประพาสประเทศกรีซ ตามมาด้วยการเสด็จเยือนประเทศสเปนเกือบจะทันทีเพื่อไปร่วมงานพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีอัลฟองโซที่ 13 แห่งสเปนและเจ้าหญิงวิกตอเรีย ยูจีนีแห่งแบ็ตเต็นเบิร์ก ซึ่งทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทรงรอดพ้นจากการลอบปลงพระชนม์ได้อย่างหวุดหวิด อีกครั้งหนึ่งเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการเสด็จกลับถึงสหราชอาณาจักร ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จยังประเทศนอร์เวย์เพื่อไปร่วมในงานพระราชพธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 และสมเด็จพระราชินีม้อด (พระขนิษฐาในเจ้าชายจอร์จ)


 สมเด็จพระบรมราชินี

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีแมรีแห่งอังกฤษในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 เสด็จสวรรคตและเจ้าชายแห่งเวลส์ก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อ เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี่จึงได้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีแห่งสหราชอาณาจักร พระสวามีซึ่งขณะนี้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงขอให้พระองค์เลือกใช้หนึ่งในสองพระนามทางการของพระองค์ ดังนั้นเนื่องจากทรงตรองว่ามิควรใช่พระนาม "วิกตอเรีย" จึงได้ทรงเลือกพระนาม "แมรี่" นับแต่นั้นมา สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกกับพระสวามีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2454 ณ มหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ กรุงลอนดอน และต่อมาทรงเสด็จเยือนประเทศอินเดีย เพื่อในการเฉลิมฉลองการราชาภิเษกที่กรุงเดลี (Delhi Durbar) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2454 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเสด็จประพาสทั่วประเทศไปในการเยี่ยมเยียนพสกนิกรใหม่ของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีของพวกเขา


ในช่วงเริ่มแรกของการเป็นพระมเหสีของสมเด็จพระราชินีแมรี่ ก็ได้เห็นการก่อตัวของความขัดแย้งกับสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา พระพันปีหลวง แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นมิตรและสนิทสนมกัน แต่พระราชินีอเล็กซานยังทรงดื้อรั้นในหลายเรื่อง พระองค์ทรงมีพระประสงค์ลำดับก่อนหน้าสมเด็จพระราชินีแมรี่ในงานพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงรั้งรอการเสด็จออกจากพระราชบัคกิ้งแฮม และทรงเก็บงำเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ต่างๆ ที่ควรจะตกทอดมายังสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ไว้


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงดำเนินการผลักดันความอดอยากที่พระราชวังบัคกิงแฮม ด้วยการแบ่งปันอาหาร และเสด็จเยียมเยียนทหารที่บาดเจ็บและใกล้ตายในโรงพยาบาล ยังความกดดันทางอารมณ์ต่อพระองค์เป็นอันมาก หลังจากสามปีของสงครามกับเยอรมนี ความรู้สึกต่อต้านเยอรมนีท่ามกลางสาธารณชนในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้น พระราชวงศ์รัสเซียซึ่งถูกขับออกจากราชสมบัติโดยรัฐบาลปฏิวัติ ได้รับการปฏิเสธการให้ที่ลี้ภัย โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระมเหสีของพระเจ้าซาร์ทรงเป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด ข่าวการสละราชสมบัติของพระเจ้าซาร์ทำให้เกิดการส่งเสริมให้มีการสละราชสมบัติในอังกฤษ ซึ่งต้องการให้ระบอบสาธารณรัฐเข้ามาแทนที่ระบอบกษัตริย์ หลังจากพวกสาธาณรัฐนิยมเอาภูมิหลังเยอรมันของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมาเป็นการโต้แย้งเพื่อการปฏิรูป พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเปลี่ยนชื่อของพระราชวงศ์อังกฤษเป็นวินด์เซอร์และสละพระอิสริยยศของเยอรมันทั้งหมด ส่วนพระประยูรญาติของพระราชินีทรงสละพระอิสริยยศของเยอรมันทั้งหมดและทรงใช้ราชสกุลอังกฤษ "แคมบริดจ์" ในปี พ.ศ. 2461 สงครามได้สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนีและการสละราชสมบัติและการเสด็จลี้ภัยออกนอกประเทศของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งเยอรมนี


สองเดือนหลังการสิ้นสุดสงคราม พระโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระราชินีแมรี่ "จอห์นนี่ตัวน้อยที่รักผู้น่าสงสารของพวกเรา" สิ้นพระชนม์ขณะทรงพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พระองค์ทรงบรรยายถึงความสะเทือนพระทัยและความโทมนัสของพระองค์ในสมุดบันทึก ที่บทความตอนหนึ่งได้ถูกตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระองค์


การสนับสนุนพระราชสวามีอย่างมั่นคงแน่วแน่ของสมเด็จพระราชินีแมรี่เข้มแข็งมากขึ้นในรัชกาลของพระองค์ พระองค์ได้ทรงแนะนำพระสวามีในเรื่องการกล่าวสุนทรพจน์ต่างๆ และได้ทรงนำความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพระราชวงศ์มาแนะนำพระองค์ในเรื่องของบ้านเมือง พระองค์ทรงซาบซึ้งในความรอบคอบ ความเฉลียวฉลาดและการตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีแมรี่มาก


พระองค์ทรงคงความมั่นพระทัยในพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลายตลอดการประกอบพระราชกรณียกิจในช่วงหลังสงคราม แม้จะมีความไม่สงบของประชาชนเกี่ยวกับเงื่อนไขของสังคม การประกาศอิสรภาพของไอร์แลนด์ และลัทธิชาตินิยมของอินเดีย


อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงประชวรมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สมเด็จพระราชินีแมรี่ต้องคอยทรงปรนนิบัติพระองค์ ในระหว่างการประชวรของพระองค์ในปี พ.ศ. 2471 เซอร์ ฟาร์กูฮาร์ บูซซาร์ด หนึ่งในแพทย์ประจำพระองค์ได้ถูกถามว่าใครเป็นผู้ช่วยชีวิตขององค์พระเจ้าอยู่หัว เขาตอบว่า "สมเด็จพระราชินี" ในปี พ.ศ. 2478 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงจัดงานฉลองพิธีรัชดาภิเษก ด้วยการจัดงานเลี้ยงฉลองต่างๆ ทั่วทั้งจักรวรรดิอังกฤษ ในการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรัชดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แสดงความเคารพพระมเหสีต่อหน้าสาธารณชน ด้วยการตรัสกับคนเขียนสุนทรพจน์ว่า "ใส่ย่อหน้านั้นไว้ตรงท้ายสุด เราไม่เชื่อว่าเราจะสามารถพูดถึงพระราชินีได้เมื่อต้องนึกถึงสิ่งที่เราเป็นหนี้เธอทั้งหมด"


 สมเด็จพระพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2479 หลังจากบารอน ดอว์สันแห่งเพนน์ แพทย์ประจำพระองค์ได้ฉีดมอร์ฟีนและโคเคน ซึ่งอาจจะเร่งการสวรรคตให้เร็วขึ้น เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชินีแมรี่เสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และตอนนี้พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนี ถึงกระนั้นก็มิได้ทรงใช้พระอิสริยยศมากนี้นัก แต่ทรงเป็นที่รู้จักว่า สมเด็จพระราชินีแมรี่ (Queen Mary)
ภายในปีนั้น กษัตริย์องค์ใหม่ทรงทำให้เกิดวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญด้วยการประกาศพระประสงค์ที่จะอภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สัน สนมลับชาวอเมริกัน ที่หย่าร้างมาแล้วสองครั้ง สมเด็จพระราชินีแมรี่มิทรงเห็นด้วยกับการหย่าร้างและทรงรู้สึกว่านางซิมป์สันไม่เหมาะกับการเป็นมเหสีของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง หลังจากทรงได้รับคำแนะนำจากสแตนเลย์ บาลด์วิน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรว่าพระองค์ไม่ทรงคงเป็นกษัตริย์และอภิเษกสมรสกับวอลลิส ซิมป์สันได้ พระองค์จึงสละราชสมบัติ แม้ว่าจะทรงซื่อสัตย์และให้การสนับสนุนพระโอรส แต่สมเด็จพระราชินีแมรี่มิทรงเข้าใจในมุมมองของพระองค์ว่าทำไมกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดจะละเลยภาระหน้าที่การเป็นกษัตริย์เพื่อความรู้สึกส่วนพระองค์เช่นนี้ ถึงแม้พระองค์ทรงพบกับวอลลิสที่ราชสำนักแล้ว แต่ภายหลังพระองค์ทรงปฏิเสธที่จะพบกับเธออีกไม่ว่าจะเป็นในที่สาธารณะหรือว่าเป็นการส่วนพระองค์ สมเด็จพระราชินีทรงให้การสนับสนุนตามหลักศีลธรรมกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ค ซึ่งขี้อายและพูดติดอ่าง ให้เสวยราชสมบัติแทนที่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระองค์ก็ยังทรงร่วมพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์และพระราชินีองค์ใหม่ด้วย นับได้ว่าเป็นสมเด็จพระพันปีหลวงพระองค์แรกที่เคยปฏิบัติเช่นนี้ พระองค์ทรงผิดหวังกับสิ่งที่เป็นการละทิ้งหน้าที่ของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดและพระองค์ไม่เคยทรงแปรเปลี่ยนความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทรงรับรู้ว่าเป็นความเสียหายแก่ราชบัลลังก์ แต่ความรักของพระองค์ที่มีต่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโอรสยังคงเหมือนเดิม


สมเด็จพระราชินีแมรีทรงช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการเลี้ยงดูพระราชนัดดาทั้งสองพระองค์คือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธและเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต โรส ซึ่งพระชนกและพระชนนีทรงเห็นว่ามิจำเป็นที่ทั้งสองพระองค์จะต้องมีภาระหน้าที่จากระบบทางการศึกษาแบบบังคับ โดยการนำทั้งสองพระองค์เสด็จประพาสยังสถานที่ต่างๆ ในกรุงลอนดอน เยี่ยมชมหอแสดงงานศิลปะและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงโปรดให้พระชนนีอพยพออกจากกรุงลอนดอน แม้ว่าพระราชินีแมรี่ยังทรงลังเล แต่ก็ได้ทรงตัดสินพระทัยที่จะไปประทับอยู่ที่ตำหนักแบดมินตันกับแมรี่ ซอเมอร์เซ็ต ดัชเชสแห่งโบฟอร์ต พระนัดดาซึ่งเป็นธิดาของอดอลฟัส ลอร์ดแคมบริดจ์ พระอนุชา พระองค์ ข้าราชบริพารสี่สิบห้าคนและสิ่งของเครื่องใช้ของพระองค์ที่ต้องใช้กระเป๋าสัมภาระเจ็ดสิบใบในการขนย้ายจากกรุงลอนดอนใช้เนื้อที่ในตำหนักทั้งหมด ยกเว้นแต่ห้องชุดของดยุคและดัชเชสอีกเจ็ดปีถัดไป คนที่บ่นกับการจัดของเป็นพวกข้าราชบริพาร ซึ่งคิดว่าตำหนักเล็กไป สมเด็จพระราชินีแมรี่ทรงสนับสนุนความอุตสาหะ ในการทำสงครามโดยการเสด็จเยี่ยมกองทหารและโรงงานและทรงช่วยเก็บรวบรวมเศษซากวัตถุต่างๆ พระองค์ยังทรงให้คนนำรถไปส่งทหารที่ได้พบบนท้องถนน และทำให้พระนัดดาของพระองค์เกิดความรำคาญใจด้วยการมีเถาไม้เลื้อยโบราณขาดลงมาจากกำแพงของตำหนักแบดมินตัน ซึ่งพระองค์เห็นว่าเป็นอันตรายและไม่น่าดูชม ในปี พ.ศ. 2485 เจ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งเคนต์ พระราชโอรสองค์เล็กสิ้นพระชนม์จากอุบติเหตุทางเครื่องบินระหว่างทรงปฏิบัติราชการ ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับตำหนักมาร์ลโบโรในปี พ.ศ. 2488 หลังจากสงครามในทวีปยุโรปสิ้นสุดลงจากการพ่ายแพ้ของนาซีเยอรมัน


สมเด็จพระราชินีแมรี่บางครั้งทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแสวงหาศิลปวัตถุอย่างเอาจริงเอาจังสำหรับเป็นของสะสมในพระราชวงศ์ ในหลากหลายโอกาส พระองค์ทรงปรารภกับเจ้าของบ้านหรือบุคคลอื่นว่าพระองค์ทรงโปรดปรานกับสิ่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของมาก เพื่อหวังว่าเจ้าของจะเต็มใจถวายให้โดยสมัครใจ


ความรู้อันกว้างขวางและการค้นคว้าในเรื่องสมบัติที่เป็นของสำนักการสะสมงานศิลป์หลวงของพระราชินีแมรี่ยังช่วยในการบ่งบอกประเภทของสิ่งประดิษฐ์หรืองานศิลป์ที่อยู่ผิดตำแหน่งมาหลายปี ดังตัวอย่างเช่น พระราชวงศ์ได้ให้มิตรสายชาวอังกฤษในสมัยก่อนๆ ยืมสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นกับซึ่งยังไม่ได้รับกลับคืนมา ทันทีที่พระองค์ได้ระบุบ่งสิ่งของที่หายไปในรายการทรัพย์สินเล่มเก่า พระองค์จะทรงเขียนถึงผู้ที่ครอบครองอยู่เพื่อขอสิ่งของกลับคืน พระองค์ทรงเป็นนักสะสมวัตถุและรูปภาพที่กระตือรือร้นด้วยเส้นสายในพระราชวงศ์ เช่น พระองค์ทรงจ่ายการตีราคาในตลาดเปิดอย่างใจกว้างเมื่อทรงรับซื้อเครื่องเพชรจากนายหน้าของสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงมาเรีย เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย และยังทรงจ่ายสามเท่าของการตีราคาเมื่อทรงซื้อ Cambridge Emeralds ของครอบครัวจากเลดี้คิลเมอร์รี สนมลับของเจ้าชายฟรานซิส พระอนุชาผู้ล่วงลับ


ในปี พ.ศ. 2495 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เสด็จสวรรคต โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามที่สวรรคตก่อนสมเด็จพระราชินีแมรี่ และเจ้าหญิงเอลิซาเบธ พระราชนัดดาได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์เสด็จสวรรคตในปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งที่บับผาสะ (ซึ่งสาธารณชนทราบว่าเป็น "ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร") ขณะทรงมีพระชนมพรรษา 85 พรรษา โดยมิได้ทรงเห็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในกรณีของการสวรรคตของพระองค์ สมเด็จพระราชินีแมรี่โปรดให้ทราบว่างานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องไม่เลื่อนออกไป พระศพตั้งไว้ให้สักการะที่ห้องโถงใหญ่เวสต์มินส์เตอร์ ซึ่งกลุ่มพสกนิกรที่ไว้อาลัยเข้าแถวเดินผ่านโลงพระศพ พระศพของพระองค์ฝังอยู่ข้างพระราชสวามีตรงส่วนกลางของโบสถ์เซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์


 พระอิสริยยศ

พ.ศ. 2410 - พ.ศ. 2436: สมเด็จพระองค์หญิงวิกตอเรีย แมรีแห่งเท็ค (Her Serene Highness Princess Victoria Mary of Teck)

พ.ศ. 2436 - พ.ศ. 2444: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งยอร์ค (Her Royal Highness The Duchess of York)

22 มกราคม - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอนวอลล์และยอร์ค (Her Royal Highness The Duchess of Cornwall and York)

พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2453: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแห่งเวลส์ (Her Royal Highness The Princess of Wales)

ในประเทศสก็อตแลนด์; พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2453: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งโรธเซย์ (Her Royal Highness The Duchess of Rothesay)

พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2479: สมเด็จพระบรมราชินี (Her Majesty The Queen)

พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2496: สมเด็จพระราชินีแมรี (Her Majesty Queen Mary)

ปาโบล ปีกัสโซ

ปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ (สเปน: Pablo Ruiz Picasso) (25 ตุลาคม ค.ศ. 1881-8 เมษายน ค.ศ. 1973) จิตรกรเอกของโลก เป็นบุคคลที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปีกัสโซเกิดที่เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน เป็นบุตรชายคนโตของดอนโคเซ รุยซ์ อี บลัสโก (ค.ศ. 1838-1913) กับมารีอา ปีกัสโซ อี โลเปซ บิดาเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัย เขาฉายแววการเป็นศิลปินระดับโลกด้วยการพูดคำว่า "piz, piz" [มาจากคำว่า "lápiz" (ลาปิซ) ที่แปลว่าดินสอในภาษาสเปน] เป็นคำแรก แทนที่จะพูดคำว่า "แม่" เหมือนเด็กทั่วไป
ปีกัสโซได้รับจานสีและพู่กันเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุ 6 ขวบจากบิดา ครั้งนึงที่บิดาของปีกัสโซกำลังวาดรูปนกพิราบของเขาอยู่นั้น สิ่งที่น่าทึ่งก็ได้บังเกิดขึ้น เมื่อบิดาของเขาออกไปจากห้องเพื่อทำอะไรบางอย่าง ปีกัสโซได้เข้าไปในห้อง แล้ววาดภาพนกพิราบต่อจนเสร็จ เมื่อบิดาเขากลับเข้ามาจึงได้พบว่าภาพที่วาดนั้น เสร็จสมบูรณ์และมีพลังมากกว่าที่ตนเองวาดเสียอีก


ปีกัสโซเริ่มสูบซิการ์ตั้งแต่อายุ 12 ปี จึงอาจเป็นสาเหตที่ทำให้เขามีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปีกัสโซเสียชีวิตเมื่ออายุ 91 ปี
ภาพ Garçon à la pipe ในยุค Rose Periodภาพเขียนของปีกัสโซแบ่งเป็นช่วงต่าง ๆ ได้ ดังนี้

Blue Period 1901-1904 (ยุคสีน้ำเงิน)

Rose Period 1904-1906 (ยุคสีชมพู)

African-Influenced Period

Cubism (บาศกนิยม)

Classicism and surrealism (ยุคคลาสสิกและเหนือจริง)

Later works (ยุคสุดท้าย)

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์

เลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ (อังกฤษ: Leonard Bernstein, ออกเสียง /ˈbɜrn.staɪn/ ) นักประพันธ์เพลง ผู้อำนวยเพลง และนักเปียโนชาวอเมริกัน ผู้ประพันธ์ผลงานดนตรีคลาสสิก เพลงประกอบละครเวที ละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำ เช่นเรื่อง West Side Story (1954) [1], On The Waterfront (1957) เบิร์นสไตน์มีผลงานประพันธ์ซิมโฟนี จำนวน 3 ชิ้น โอเปร่า จำนวน 2 ชิ้น และละครเพลง จำนวน 5 ชิ้น
นอกจากผลงานประพันธ์แล้ว เบิร์นสไตย์ยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้อำนวยเพลง และผู้กำกับดนตรีของวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก ตั้งแต่ปี 1958 ถึง 1969 และในฐานะนักเปียโน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สเคยกล่าวถึงเบิร์นสไตน์ว่าเป็น "นักดนตรีอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน